ฟีฟ่า.com » ตำนานเล่าขาน » ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

27 กันยายน 2018
1234   0

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

คำถามที่ว่าพญานาคมีจริงหรือไม่นั้น จนถึงบัดนี้ยังเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แน่ชัด

แต่มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ ผู้เป็นพญานาค ครองเมืองหนองกระแสครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งมีพญานาคอีกตัวปกครองอยู่ มีชื่อว่า สุวรรณนาค ทั้งสองพญานาคมีบริวารอยู่ฝ่ายละ 5,000 ตัว เช่นเดียวกัน พญานาค ทั้งสองอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคี มีอาหารก็แบ่งปันกันกิน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ภายใต้ข้อตกลงข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปล่าเนื้ออาหาร อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องไม่ออกไป เพราะเกรงว่าบริวารไพร่พลอาจจะกระทบกระทั่งกันได้ และอาจเกิดรบรากันขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตามที่ออกไปล่าเนื้อหาอาหาร  ก็จะต้องนำอาหารที่หามาได้นั้นแบ่งกันกินฝ่ายละครึ่ง

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ด้วยสัญญาดังกล่าวทำให้พญานาคทั้งสองเมืองอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตลอดมา จนกระทั่งวันหนึ่ง สุทโธนาคได้พาบริวารไพร่พลออไปล่าเนื้อหาอาหาร ได้ช้างมาเป็นอาหาร กลับมาถึงจึงได้แบ่งเนื้อช้างให้สุวรรณนาคครึ่งหนึ่ง พร้อมกับนำขนของช้างไปให้ดูเพื่อเป็นหลักฐาน ต่างฝ่ายต่างกินเนื้ออย่างอิ่มหนำสำราญดี วันต่อมาสุวรรณนาคก็ได้พาบริวารไพร่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้เม่นมาตัวหนึ่ง สุวรรณนาคจึงแบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่งเหมือนเดิม พร้อมทั้งนำขนของเม่นไปให้ดู ปรากฏว่าเม่นตัวเล็กนิดเดียวแต่ขอของเม่นกลับเยอะมากเกินตัว ครั้นเมื่อแบ่งเนื้อเม่นให้สุทโธนาค จึงแบ่งออกมาได้น้อย สุทโธนาคพิจารณาดูขนแม่นก็เห็นว่าขนช้างมีนิดเดียวแต่ตัวยังใหญ่โตขนาดนั้น แต่นี่ขนเม่นออกจะเยอะขนาดนี้ ตัวเม่นต้องใหญ่โตกว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งไปคืนให้สุวรรณนาค พร้อมกับฝากบอกไปว่า “ไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์” สุวรรณนาคเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบเดินทางไปพบสุทโธนาคเพื่อชี้แจงให้ทราบว่าเม่นถึงแม้ขอมันจะเยอะ แต่ตัวเล็กนิดเดียว ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเสียเถิด แต่แม้ว่าสุวรรณนาคจะพูดเท่าไหร่ สุทโธนาคก็ไม่เชื่อยู่ดี ผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามกัน ตามตำนานเล่าว่า พญานาคทั้งสองรบกันอยู่นานถึง 7 ปี จนต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้า เพราะต่างฝ่ายจะเอาชนะคะคานกันให้ได้ เพื่อจะครองความเป็นใหญ่ในหนองกระแสเพียงคนเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณหนองกระแสและบริเวณรอบๆ เกิดความเสียหายเดือดร้อนไปตามๆกัน เนื่องจากผลกระทบของการแย่งชิงอำนาจกันของสองพญานาคนั่นเอง

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อเกิดการรบกันรุนแรงเลยทำให้พื้นโลกสั่นสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวไปทั่วทั้งสามภพ เทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายก็ได้เข้าเฝ้าพระอินทร์เพื่อร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เมื่อพระอินทร์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดหาวิธีการให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกันเพื่อความสงบสุขของไตรภพ ท่านจึงได้เสด็จจากดาวดึงส์ลงมายังเมืองมนุษย์โลกที่หนองกระแส แล้วตรัสเป็นเทวราชโองการว่า “ให้ท่านทั้งสองหยุดรบกันเดี๋ยวนี้ การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าทุกฝ่ายเสมอกัน และขอประกาศให้หนองกระแสเป็นเขตปลอดสงคราม ให้เจ้าทั้งสองแยกกันไปสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแส หากใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกมาอยู่ในแม่น้ำแห่งนั้น”

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

เป็นอันว่าการทำสงครามครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายเสมอกันไม่มีใครแพ้ใครชนะ และเพื่อป้องกันการทะเลาวิวาทของพญานาคทั้งสองอีก

พระอินทร์จึงให้เอาภูเขาดงพญาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปราวีรุกรานกัน ก็ขอให้ไฟจากภูเขาดงพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้นเป็นจุลไป เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการดังกล่าวแล้ว สุทโธนาคจึงพาบริวารไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแสไปสร้างแม่น้ำ โดยมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เห็นตรงไหนเป็นภูเขาคดโค้ง ก็เร่งขุดสร้างทางน้ำไปตามภูเขา บางทีก็ลอดภูเขาไปบ้างแล้วแต่ความยากง่ายในการสร้าง ด้วยความที่สุทโธนาคเป็นคนใจร้อน ก็เร่งสร้างไปจนเสร็จในเร็ววัน แม่น้ำนี้มีชื่อเรียกว่า “แม่น้ำโขง” คำว่า “โขง” จึงมาจากคำว่า “โค้ง” ในตำนานนี้ ซึ่งหมายถึงเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมานั่นเอง ส่วนทางฝั่งลาวเรียกว่า “แม่น้ำของ”

ฝ่ายสุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการดังกล่าว จึงพาไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ ด้วยเหตุที่สุวรรณนาคเป็นคนตรง พิถีพิถัน และเป็นผู้ใจเย็น การสร้างแม่น้ำจึงมีความตั้งมั่นว่าจะต้องทำให้ตรง และคิดว่าเส้นทางตรงๆนี้น่าจะทำให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน ตนเองจะได้เป็นผู้ชนะ แม่น้ำสายนี้เรียกชื่อว่า “แม่น้ำน่าน” ซึ่งแม้ปัจจุบันนี้ถือกันว่าแม่น้ำน่านเป็นแม่น้ำที่มีความตรงของเส้นทางมากกว่าแม่น้ำทุกสายในในเมืองไทย การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้น ปรากฏว่าสุทโธนาคสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อน ตามสัญญาพระอินทร์ผู้ชนะจึงได้ปลาบึกไปอยู่ในแม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลก ตามตำนานที่เล่ากันต่อๆมายังบอกด้วยว่า น้ำในแม่น้ำโขงกับน้ำในแม่น้ำน่านนั้น จำนำมาผสมกันไม่ได้ ถ้าผสมใส่ขวดเดียวกันก็จะทำให้ขวดแตกอันเนื่องมาจากเรื่องร้าวฉานของสองพญานาคนั่นเอง

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น สุทโธนาคเมื่อสร้างแม่น้ำโขงแถมได้ฝูงปลาบึกตามสัญญาของผู้ชนะแล้ว ก็ยังแผลงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ต่อ ด้วยการเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ณ ดาวดึงส์เพื่อทูลขอทางขึ้นลงระหว่างบาดาลกับโลกมนุษย์ พระอินทร์จึงอนุญาตให้มีทางสำหรับขึ้นลงของพญานาคสุทโธนาคเอาไว้ 3 แห่ง คือ 1. พระธาตุหลวงนครเวียงจันทร์ 2. หนองคันแท และ3. ที่พรหมประกายโลกหรือที่คำชะโนดนั่นเอง ทางแห่งที่ 1-2 นั้นสุทโธนาคเอาไว้เป็นทางขึ้นลงสู่เมืองบาดาลของพญานาคทั้งหลายเท่านั้น ส่วนทางที่ 3 คือพรหมประกายโลกหรือคำชะโนดนั้น ซึ่งมีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์และขึ้นเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้นด้วย ลักษณะของต้นชะโนดจะเหมือนเอาต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลผสมกันและถือให้เป็นต้นไม้บรรพกาลแก่สุทโธนาค โดยแบ่งว่าข้างขึ้น 15 วัน

สุทโธนาคและบริวารจะกลายร่างเป็นมนุษย์เรียกชื่อว่า เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ มีวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นถิ่นอาศัย และอีก 15 วัน ในข้างแรม สุทโธนาคและบริวารจะกลายร่างเป็นนาค เรียกชื่อว่า “พญานาคราชศรีสุทโธ” อาศัยอยู่ที่เมืองบาดาลและมีนาคีศรีปทุมมาเป็นชายา “พญานาคราชศรีสุทโธ” มีวรกายสีเขียวมรกต เศียรสีทอง มีเมตตาสูงต่อผู้กราบไหว้บูชา หากอธิษฐานจิตขอในสิ่งที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจะสัมฤทธิ์ผล จึงมีผู้คนไปกราบไหว้ บนบานศาลกล่าวกันเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่เคารพศรัทธามักจะเรียกท่านว่า “จ้าวปู่ศรีสุทโธ” และ “จ้าวย่าศรีปทุมมา” องค์นาคาธิบดีศรีสุทโธเป็นมหาเทพนาคาผู้หญิงใหญ่ แผลงเศียรได้ 9 เศียร ส่วน “องค์นางพญาศรีปทุมมานาคิณี” ผู้เป้นชายาแผลงเศียรได้ 5 เศียร ทั้งสององค์โปรดปรานการฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์มาก และเนรมิตรวรกายเป็นเศียรเดียว หรือเป็นมนุษย์ก็ได้ ดังคำโบราณอีสานกล่าวว่า “นามนาคนั้นข้างขึ้นเป็นคน…ข้างแรมเป็นนาค” ทั้งองค์ศรีสุทโธ และองค์ศรีปทุมมาอยู่ในตระกูลเอราปถะ วรกายของทั้งสององค์มีสีเขียวมรกตและสีเขียวตองอ่อน

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อำเภอบ้านตุง ก็มักจะพบเห็นชาวเมืองคำชะโนดไปเที่ยวงานบุญประจำปี หรือบุญมหาชาติ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “บุญพระเวท” ทั้งผู้หญิง และผู้ชายอยู่บ่อยครั้ง โดยผู้หญิงจะใส่เสื้อขาว และนุ่งผ้าคล้ายๆ สีดำ ส่วนผู้ชายจะชอบโพกศีรษะด้วยผ้าสีแดง บางทีก็จะมีผู้หญิงไปยืมหูกเพื่อไปทอผ้าอยู่เป็นประจำ เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธได้จัดให้มีการแข่งเรือ และประกวดชายงามที่เมืองชะโนด โดยนายคำตา ทองสีเหลือง ซึ่งเป็นชาวบ้านวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากเจ้าพ่อ

พญาศรีสุทโธ ให้ไปประกวดชายงาม นายคำตาหายตัวไปประมาณ 6 ชั่วโมงจึงกลับมา และเล่าเรื่องเมืองคำชะโนดที่ได้เห็นมาให้ใครต่อใครฟัง ภายหลังนายคำตาได้บวชอยู่ที่วัดศริสุทโธ (วัดดอนตูม) ติดกับเมืองคำชะโนด และมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2533 ปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2519 ครั้งนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง (รวมทั้งท้องที่อำเภอบ้านดุง) แต่น่าประหลาดที่น้ำกลับไม่ท่วมพื้นที่เกาะคำชะโนดเลยแม้แต่น้อย แถมมีข้อสังเกตว่าผืนดินที่คำชะโนดนั้นเหมือนเป็นเกาะที่ลอยอยู่ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหนักเท่าใด แม้ว่าพื้นที่โดยรอบจะถูกน้ำท่วมจนหมด แต่ก็ไม่สามารถท่วมเกาะคำชะโนดได้เลย

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ตำนานเล่าขาน พ่อปู่ศรีสุทโธ มหาเทพนาคาผู้ยิ่งใหญ่

ปัจจุบันคำชะโนดจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านดุงได้ช่วยกันต่อสะพานทางเข้าเมืองชะโนด เพื่อให้ง่ายต่อการไปสักการบูชาพญานาคตามความเชื่อ รวมทั้งยังเข้าไปปรับปรุงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กลางเมืองคำชะโนด ซึ่งมีน้ำซึมออกมาตลอดเวลาไม่เคยแห้งนั้น ให้เป็นสถานที่เคารพสักการะของชาวอำเภอบ้านดุง และจังหวัดอื่นๆ ด้วย ว่ากันว่าน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์คำชะโนดนี้ทางจังหวัดอุดรธานียังนำไปร่วมงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2530 และในปี 2533 ชาวบ้านในอำเภอบ้านดุงยังช่วยระดมทุนสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแทนสะพานไม้อันเก่า เข้าสู่เมืองชะโนด ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวผู้สนใจของแปลกเรื่องประหลาดทั้งหลายต่างพากันมาสักการบูชา บ้างก็มาขอเลขเด็ด ไปจนถึงมาเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างตามตำนานพญานาคที่ลำลือกัน

ส่วนกรณีที่คำชะโนดไม่จมน้ำบางคนก็มาวิเคราะห์ว่าดินที่นี่อาจเป็นดินพรุที่ทำให้ชุ่มน้ำอยู่ตลอด แต่น้ำไม่ท่วม กลับดูเหมือนว่ามันลอยขึ้นตามระดับน้ำที่สูงขึ้นได้เอง รศ.ฤดีมล  ปรีดีสนิท นักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยเกาะคำชะโนด กล่าวว่า เกาะนี้เป็นเกาะที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ โดยการสะสมของซากพืชซากไม้ที่ทับถมที่เป็นเวลาหลายร้อยปีในแอ่งแห่งนี้ จากเศษผง ซากพืชซากไม้จนกลายเป็นดินในที่สุด ปัจจุบันมีความหนาอยู่ที่ 1-3 เมตร รากของต้นชะโนดที่แผ่ออกไปในแนวนอนทำหน้าที่เกาะเกี่ยวกันช่วยพยุงเกาะแห่งนี้เอาไว้ให้ลอยน้ำได้