วัดรอบช้าง วัดโบราณสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

วัดรอบช้าง วัดโบราณสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

“ผู้ใดหากนับรูปปั้นครบ 68 เชือกแสดงว่ากำลังมีโชค” ภายในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มีโบราณสถานประเภทวัด (ร้าง) มากพอสมควร

แต่วัดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแน่นอนคงจะต้องยกให้วัดช้างรอบสมัยที่ยังไม่มีกล้องดิจิตอล ช่างภาพยังใช้กล้องฟิล์มอยู่นั้น ช่างภาพทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น (รวมทั้งตัวผมด้วย) ต้องหมดฟิล์มเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย เพื่อที่จะบันทึกภาพความงดงามของวัดช้างรอบ

ในเวลานั้น (เมื่อประมาณ 10 กว่าปีมาแล้ว) ผมแอบคิดไปไกลเลยว่าหากมีรถกระเช้าสักคันคงจะดีไม่น้อย เอารถกระเช้ามาทำไม (บางคนสงสัย) ก็เอามาเพื่อเก็บภาพมุมสูงยังไงล่ะ ผมและช่างภาพหลายคนมีความเชื่อว่า หากมองวัดช้างรอบจากมุมสูง คงจะได้เห็นความงดงามของวัดแห่งนี้ไปอีกแบบ

เมื่อมนุษย์สามารถคิดค้น “โดรน” อากาศยานไร้คนขับขึ้นมาได้ คนที่ได้รับประโยชน์ไปเลยเต็มๆแน่นอนคงจะเป็นช่างภาพ และความเชื่อที่วัดช้างรอบ หากมองจากมุมบนจะได้เห็นความงดงาม ของวัดแห่งนี้ไปอีกแบบหนึ่ง มันก็เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริง

วัดช้างรอบ เป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่บนเนินสูง มีพระเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่กลางลาน ฐานเจดีย์กว้าง 31 เมตร สี่เหลี่ยมที่ฐานเป็นรูปช้างครึ่งตัวเห็น แต่ 2 ขาหน้า หันศีรษะออกจากฐานรายรอบเจดีย์  เป็นช้างทรงเครื่องจำนวน 68 เชือก ระหว่างช้างมีลายปูนปั้นเป็นรูปใบโพธิ์ กับมีรอยตั้งรูปยักษ์ และนางรำติดอยู่ (สภาพไม่สมบูรณ์)

ทางขึ้นไปบนฐานทักษิณ  มีบันได 4 ด้าน ตรงเชิงบันไดมีรูปสิงห์หักอยู่ที่ฐาน ฐานเจดีย์จากพื้นดินถึงลานทักษิณชั้นบนสูง ประมาณ 7 เมตร กลางลานมีเจดีย์ฐานเขียง 8 เหลี่ยม ฐานกว้างประมาณ 20 เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์แบบลังกา ยอดหัก

 ด้านหน้าฐานเจดีย์ เป็นวิหารใหญ่กว้าง 17 เมตร ยาว 34 เมตร ฐานสูงประมาณ 1. 5 เมตร วิหารเป็นเสา 4 แถว 7 ห้อง มีมุขเด็จข้างหน้าหนึ่งห้อง ต่อจากวิหารใหญ่ เป็นสระซึ่งขุดลงไปในพื้นศิลาแลงกว้าง 23 เมตร สี่เหลี่ยมลีกประมาณ 8 เมตร มีน้ำขังอยู่บางฤดู

จากการขุดแต่งที่ฐานเจดีย์วัดช้างรอบ ได้พบบรรดาลวดลายต่างๆ เป็นดินเผารูปนางรำ รูปยักษ์      รูปหงส์ รูปหน้าเทวดาและหน้ามนุษย์ ซึ่งตามลักษณะโบราณวัตถุเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นหรือสุโขทัยตอนปลาย ทำให้ทราบลักษณะเครื่องแต่งตัว การฟ้อนรำ และลักษณะอื่นๆ ของคนสมัยสุโขทัยตอนปลาย ซึ่งเป็นประโยชน์ในการศึกษา ศิลปะและโบราณคดีบรรดาโบราณวัตถุที่พบนี้ บางชิ้นเก็บรวบรวมตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร

วัดรอบช้าง วัดโบราณสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ส่วนความเกี่ยวพันของช้างกับพุทธศาสนา มีอยู่หลายเหตุการณ์ด้วยกัน แต่ที่ถือว่าคุ้นเคยมากที่สุด คือ พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งมีตำนานความเป็นมาดังนี้…

พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ทรงพระปรารภถึงพระภิกษุมากรูปด้วยกัน เป็นผู้ว่ายากวิวาทกันไม่อยู่ในพระโอวาท ประพฤติตามใจตัวด้วยมานะทิฐิ ทรงพร่ำสอนด้วยประการต่างๆ แม้อย่างนั้นแล้ว พระพวกกลมนั้นก็ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพในพระโอวาทยังวิวาท กันเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่สามัคคีกัน

พระบรมศาสดาทรงดำริว่าการอยู่ร่วมกับพระดื้อด้านย่อมลำบาก มีพระประสงค์จะเสด็จหลีกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียว จึงได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีเสด็จไปแวะที่ปราจีนวังสะมฤคทายวัน ได้มีพญาช้างชื่อ  “ ปาลิไลยกะ”  เป็นเจ้าแห่งโขลงข้างใหญ่เกิดเบื่อหน่ายบริวารช้างทั้งหลาย คิดว่าอยู่ร่วมด้วยบริวารช้างเหล่านี้เป็นความลำบาก ไม่มีความสะดวกสบาย มีความประสงค์อยากอยู่โดดเดียวจึงเดินเข้าป่า จนถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเดินเข้ามาใกล้หมอบถวายบังคมแทบพระยุคลบาท ด้วยความเคารพรัก พร้อมกับมอบกายถวายชีวิต รับเป็นภาระอยู่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าตลอดเวลา

เริ่มต้นตั้งแต่หักกิ่งไม้ มาปัดกวาดบริเวณนั้นให้สะอาด ถอนทั้งต้นหญ้า และไม้เล็กไม้น้อยบริเวณนั้นให้เตียน ไปตักน้ำใช้น้ำฉันมาถวาย ให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงได้เสวยตามพระพุทธประสงค์อย่างสะดวกสบาย จัดหาผลไม้สุกในป่า เช่น กล้วย และขนุน มาถวายเวลาพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในเวลาเช้า ก็เอาบาตรตามไปส่งพระพุทธเจ้าแทบประตูป่า และรออยู่จนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับรับบาตรจากพระหัตถ์ ตามพระพุทธเจ้ามาจนถึงที่ประทับ ปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าตามวิสัยของตนเป็นอย่างดีทุกประการ ครั้นเสร็จกิจปฏิบัติประจำวันแล้ว ก็หักกิ่งไม้ท่อนหนึ่งมาเป็นอาวุธคอยพิทักษ์รักษา มิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกรายตลอดเวลา พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ด้วยความสงบสุข

หากมีใครถามว่าช้างกับพระพุทธศาสนา มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ท่านก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เขาฟังกันได้เลยครับ…

 

ฟีฟ่า ประกาศขยายสัญญานักเตะ, เลื่อนเวลาตลาดซื้อขาย

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกมาประกาศว่าจะอนุญาตให้ตลาดซื้อขายนักเตะยืดระยะเวลาออกไป

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกทั่วโลกถูกเลื่อนออกไป และนำมาซึ่งปัญหาในหลายเรื่องโดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งส่งผลโดยตรงกับสัญญาของนักเตะ โดยเฉพาะรายที่สัญญาจะหมดลงในเดือนมิถุนายนนี้

แถลงการณ์ของฟีฟ่า ระบุว่า “นักเตะที่กำลังจะหมดสัญญารวมทั้งวันที่สิ้นสุดสัญญาตามปกติแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อฤดูกาลจบ แต่สถานการณ์ปัจจุบันฟุตบอลหลายๆ ประเทศจำเป็นต้องหยุดพักชั่วคราว ที่สำคัญตอนนี้เป็นที่แน่นอนว่าฤดูกาลปัจจุบันจะไม่มีทางจบตามที่ทุกๆ ฝ่ายคาดคิด เพราะฉะนั้นจึงได้มีข้อเสนอให้ขยายระยะเวลาของสัญญาจนกระทั่งซีซั่นนี้แข่งจบลง”

ส่วนเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะนั้น ฟีฟ่า มองว่าจำเป็นต้องจะต้องหาเวลาใหม่ที่เหมาะสมเช่นกัน “สำหรับการพิจารณาเรื่องการเปิดตลาดซื้อขายนักเตะ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องมีการปรับกฎให้เหมาะสมตามสถานการณ์ เช่นเดียวกับ ฟีฟ่า ที่จะต้องมีการยืดหยุ่น และอนุญาตให้การเปิดตลาดซื้อขายนักเตะย้ายไปให้สอดคล้องตามความเป็นจริง

ตำนานพญานาค ปู่อือลือหรือพญานาคต้องสาป ณ บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

ตำนานพญานาค ปู่อือลือหรือพญานาคต้องสาป ณ บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

มีเรื่องเล่ากันมาว่าพญนาคาที่อาศัยอยู่ในบึงโขงหลงหนองน้ำขนาดใหญ่ยาว 15 กว้าง 3 km. นิมิตเข้าฝันอดีต ผกก.สภ.บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ จนสายข่าวครั้งนั้นได้ให้ฉายา “พญานาคมาตามนัด”

ซึ่งชาวบ้านก็ได้เห็นกันเต็มตาจนโด่งดังมาแล้วนั้น จนถึงบรรทัดนี้เห็นทีต้องเล่าที่มาที่ไปอีกสักเล็กน้อยเพราะเรื่องมันไม่ธรรมดาเริ่มกันตั้งแต่ พ่อปู่พญานาคอือลือ แห่งบึงโขงหลงนั้น ที่แท้คือมนุษย์ที่ถูกสาปเพราะบึงแห่งนี้ เดิมเป็นที่ตั้งเมืองๆหนึ่งชื่อรัตพานคร มีพระอือลือราชาท่านนี้ เป็นผู้ครองนคร มเหสีชื่อนางแก้วกัลยา มีหลานตาชื่อ เจ้าชายฟ้ารุ่ง ซึ่งมีความรอบรู้มากและมีรูปงาม ต่อมาได้อภิเษกกับนาครินทรานี ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาคราชแห่งเมือง

 

ตำนานพยานาค ปู่อือลือหรือพญานาคต้องสาป ณ บึงโขง จังหวัดบึงกาฬ

 

แต่ประชาชนและพระเจ้าอือลือก็ยังขับไล่ นางนาคีต้องกลับสู่เมืองบาดาลอย่างแสนเศร้า ทำให้ พญานาคราช กริ้วมาก ได้ยกพลไพร่พลขึ้นมาถล่ม ทั้งเมืองรัตพานครและประชาชน ก็ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์นาคได้ นางนาคีทราบข่าวนี้ก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้ารุ่ง จนถึงแม่น้ำสงครามก็ไม่พบจึงกลับเมืองบาดาลไปตามภพแห่งตน เมืองรัตพานครได้ถล่มเป็น “บึงหลงของ”

ต่อมานานเข้าคำพูดก็กลายเป็นของ(โขง)หลง กระนั้น แม้พญานาคได้ละเว้นพุทธสถานไว้ ๓ วัด ก็คือ วัดดอนแก้ว (วัดแก้วฟ้า) วัดดอนโพธิ์ (วัดโพธิ์สัตว์) และวัดดอนสวรรค์ เพราะเคารพในองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนหลายคนเวลานี้ ใส่บาตรสงฆ์ก็เพื่อดำรงความเป็นพุทธบริษัทไว้เท่านั้น แต่พญานาคราชตัวนี้ไม่หยุดแค่นั้น ยังได้แก้แค้นหนักขึ้นอีกด้วยกันยอมบาป ทำพิธีสาปให้พระเจ้าอือลือ กลายเป็น พญานาค เฝ้าบึงโขงหลง (จังหวัดบึงกาฬ) อยู่จนบัดนี้

 

เฮนเดอร์สัน ชี้ศึกพรีเมียร์ลีกซีซั่น 2019-20 นี้ หลายสโมสรพร้อมแล้วที่สุด

 เฮนเดอร์สัน ชี้ศึกพรีเมียร์ลีกซีซั่น 2019-20 นี้ หลายสโมสรพร้อมแล้วที่สุด

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ออกโรงชี้พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 นี้ทุกทีมพร้อมแล้ว จะไม่มีเพียง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหมือนกับฤดูกาลที่แล้ว

จบฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2018-19 อย่างสวยงาม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถคว้าแชมป์ได้อย่างสำเร็จ ด้วยคะแนนสูง 98 คะแนน ตามหลังมาด้วย ลิเวอร์พูล 97 คะแนน ส่วนอันดับสามคือ เชลซี 25 คะแนน ซึ่งทาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูล ออกมาพูดว่า ในฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2019-20 นี้ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์หน้า

“ทุกคนพูดถึง ลิเวอร์พูล และ ซิตี้ เพราะว่าพวกเขา (ซิตี้) คว้าแชมป์ลีกได้ ส่วนเราเองก็เล่นได้ดี อีกทั้งยังมีแชมป์ แชมเปียนส์ ลีก ติดมือมาอีกด้วย มันเลยเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดอย่างนั้นออกมา” กัปตันทีมลิเวอร์พูล กล่าว

ทุ่มเงินมหาศาลกระชากตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เสริมทัพ แมนฯ ซิตี้

ทุ่มเงินมหาศาลกระชากตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เสริมทัพ แมนฯ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีแฉข่าว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมกระชาก แฮร์รี่ แม็คไกวร์ โดยการทุ่มเงินเต็มกำลัง 80 ล้านปอนด์

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เตรียมจับมืออำลา เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อเข้าไปเสริมคุมแนวรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในสัปดาห์นี้ พร้อมด้วยค่าเนื่อยอย่างมหาศาล 80 ล้านปอนด์ ซึ่งทำลายสถิติตัวกองหลังที่แพงที่สุดในโลก ซึ่งแซงหน้า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ราว 3,075 ล้านบาท) กวาร์ดิโอล่า เผยว่า เขาสนใจนักเตะคนนี้มากมองว่าศักยภาพเต็มเปี่ยมที่จะสานต่อความแข็ง

อินเดเพนเพนท์สื่อนอกตีข่าว แมดดิสัน ตัวเต็ง1 หวังคว้าตัวเสริมทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด ซัมเมอร์นี้

อินเดเพนเพนท์สื่อนอกตีข่าว แมดดิสัน ตัวเต็ง1 หวังคว้าตัวเสริมทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด ซัมเมอร์นี้

เป็นที่รู็กันว่า เจมส์ แมดดิสัน มิดฟิลด์ เลสเตอร์ คือผู้ที่ตัวเต็งมาเป็นคนแรกที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัวเสริมความแข็งแกร่งซัมเมอร์นี้!

จากตามรายงานสื่อชั้นนำขแงอังกฤษ ดิ อินเดเพนเพนท์ ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 ที่จะได้ตัว เจมส์ แมดดิสัน กองกลาง เลสเตอร์ ซิตี้ ไปร่วมทัพ โดยผลงานที่ได้ทำ ในฤดูกาล 2018-19 ดาวยิงได้ทำไป 7 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 36 นัด

แต่อย่างนั้นก็ไม่ใช่มีเพียง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ให้ความสนใจ ยังมีอีกอย่างสโมสรที่ให้ความสนใจกองกลางคนนี้เป็นอย่างมาก อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น โดยคาดว่าค่าตัวในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่เกือบ 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,460 ล้านบาท)

เปิดประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือคนใหม่ของปีศาจแดง

เปิดประวัติการเดินทางของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือขัดตาทัพคนใหม่ป้ายแดงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากโดน “ปีศาจแดง” ประกาศแยกทางได้เพียงไม่กี่วัน

โดยกุนซือวัย 45 ปี จะเข้ามารับตำแหน่งหัวเรือใหญ่ให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอย่างน้อยจนจบฤดูกาล 2018/19 ร่วมกับ ไมค์ ฟีแลน อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยพา “ปีศาจแดง” ผงาดง้ำบนเวที ยุโรป ในช่วง 5 ปีหลังสุดก่อนที่ “ป๋าเฟอร์กี้” จะตัดสินใจวางมือ

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดที่เมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศ นอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 โดยเริ่มต้นเล่นฟุตบอลเป็นเพียงงานอดิเรกกับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของ นอร์เวย์ ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงจนกระทั่งถูก โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของ นอร์เวย์ ดึงตัวเข้าไปร่วมทัพเมื่อปี 1995

หลังจากที่ โซลชา ในวัย 22 ปี ย้ายมาอยู่กับ โมลด์ ได้ไม่ทันไรก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจจนกระทั่งถูกเรียกตัวไปติด ทีมชาตินอร์เวย์(ชุดใหญ่) ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าตัวถูกบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ของ ยุโรป สนใจคว้าตัวเข้ามาร่วมทัพพร้อมกับถูกยกให้เป็น “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” ในช่วงเวลานั้น

ก้าวเข้าสู่ โรงละครแห่งความฝัน
ช่วงซัมเมอร์ปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจควักเม็ดเงินมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ ดึงตัว โซลชา มาจากสโมสร โมลด์ ก่อนที่เจ้าตัวจะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจตั้งแต่ซีซั่นแรกในสีเสื้อของ “ปีศาจแดง” หลังจากถล่มสกอร์ในลีกไปถึง 18 ประตู พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมมาครอง และซิวแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจบซีซั่น 1996/97

จากผลงานอันร้อนแรงตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งผลให้บรรสาวก “เร้ด อาร์มี่” ตั้งฉายาให้ โซลชา เป็น “เพชรฆาตหน้าทารก” แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลงเมื่อการถล่มประตูแบบเป็นกอบเป็นกำของดาวยิง ทีมชาตินอร์เวย์ เริ่มไม่ต่อเนื่องส่งผลให้ “ปีศาจแดง” ตัดสินใจทุ่มงบมูลค่าราว 12 ล้านปอนด์ คว้าตัว ดไวท์ ยอร์ค เข้ามาร่วมทีม ท่ามกลางข่าวลือว่า โซลชา อาจย้ายออกจากถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเวลาต่อมา

แต่อย่างไรก็ตามสุดท้าย โซลชา ได้ตัดสินใจที่จะอยู่ท้าชิงตำแหน่งตัวจริงกับ “ปีศาจแดง” ต่อไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่อขึ้นมาใหม่ในฐานะ “หัวหอกซูเปอร์ซับ” ด้วยการยิงประตูสำคัญได้บ่อยครั้งจากการลงมาเป็นตัวสำรอง โดยเฉพาะแมตช์ที่เจ้าตัวซัดคนเดียวถึง 4 ประตูภายใน 12 นาที (เอาชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8-1) จนสร้างสถิติใหม่ของฟุตบอลอังกฤษขึ้นมา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับสาวก “เร้ด อาร์มี่” แบบไม่มีวันลืมเลือนคือเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998/99 ที่เจ้าตัวถูกส่งลงมาซัดประตูชัยได้ในวินาทีสุดท้ายพาทีมเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปอย่างสุดแสนดราม่าด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1

เกือบไม่ได้อยู่สร้างตำนานประตูสู่ทริปเปิ้ลแชมป์
ย้อนไปเมื่อปี 1998 ก่อนหน้าที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับการทาบทามมาจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ด้วยค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์

ทุกอย่างกำลังเป็นอย่างราบรื่น ประธานสโมสรของทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในสัญญาเป็นที่เรียบร้อย แต่ตำนานกุนซือปีศาจแดงอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้โน้มน้าวให้ โซลชา อยู่สู้กับทีมต่อไป

“ผู้จัดการทีมเรียกผมเข้าไปที่ออฟฟิศ เขาบอกว่าทั้ง 2 สโมสรได้ตกลงร่วมกันแล้ว แต่เขาไม่ต้องการให้ผมย้ายไป เขาบอกว่าผมยังเป็นส่วนสำคัญในทีมของเขา และยังบอกอีกด้วยว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างเรา 2 คน” อดีตเพชฌฆาตหน้าทารกกล่าว

“หากเขาบอกว่า ‘เสียใจด้วยที่ต้องเห็นคุณย้ายไป ขอให้โชคดีกับอาชีพค้าแข้ง’ ผมก็อาจจะย้ายไปแล้ว แต่เขาต้องการให้ผมอยู่ต่อ ดังนั้นผมจึงไม่ได้เซ็นสัญญาลงไปในเอกสารที่แฟ็กซ์มา”

สุดท้าย โซลชา ก็อยู่ค้าแข้งกับทีมต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสำคัญในทีมปีศาจแดงของ เฟอร์กี้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใครเลย

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาล 2006/07 พร้อมกับทำสถิติลงสนามรับใช้ “ปีศาจแดง” ไปทั้งหมดทุกรายการ 366 เกม ยิงได้ 126 ประตู ปิดฉากการค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยเวลายาวนานถึง 11 ปี

ก้าวแรกของการคุมทีม
ภายหลังจากที่ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ด เจ้าตัวได้ไปเป็นโค้ชศูนย์หน้าให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็น ผู้จัดการทีม ชุดสำรองของ “ปีศาจแดง” พร้อมกับทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการพา แมนฯ ยูไนเต็ด (ทีมสำรอง U23) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย, แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรองตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

หลังจากนั้น (ปี 2010-2014) โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เริ่มจับงานคุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกด้วยการเป็นกุนซือให้กับอดีตต้นสังกัดอย่าง โมลด์ และยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย รวมไปถึงซิวถ้วย นอร์เวย์ คัพ มาได้อีก 1 รายการ

บททดสอบที่แสนสาหัสในลีกอังกฤษ
เข้าสู่ช่วงต้นปี 2014 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ย้ายมารับเผือกร้อนด้วยการคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พร้อมกับแบกรับภาระกิจในการช่วยให้ต้นสังกัดอยู่รอดบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2013/14 แต่สุดท้ายก็ทำได้ไม่สำเร็จเมื่อเจ้าตัวคุมทัพ “บลูเบิร์ด” ลงเล่นเกมลีก 18 นัด (ชนะ3 เสมอ3 แพ้12) ตกชั้นด้วยอันดับสุดท้ายของตาราง

หลังจากนั้น คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ต้องตกชั้นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งผลงานของพลพรรค “บลูเบิร์ด” ยังคงไม่กระเตื้องส่งผลให้ช่วงปลายปี 2014 โซลชา โดนเด้งจากตำแหน่งกุนซือ และกลับไปรับงานคุมทีม โมลด์ อีกครั้งในช่วงเดือน ตุลาคม ปี 2015

คัมแบ็ค โอลด์ แทรฟฟอร์ด
วันที่ 19 ธันวาคม 2018 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการทีม ชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปจนจบฤดูกาล 2018/19 หลังจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานได้น่าผิดหวังโดยเฉพาะความพ่ายแพ้ต่อทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ในศึก “แดงเดือด” ที่สนาม แอนฟิลด์ แบบไร้ทางสู้ด้วยสกอร์ 1-3

สิ่งที่น่าสนใจก่อนการประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ พ้นตำแหน่ง คือบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าถ้าหากวันใดได้รับโอกาสเข้ามาเป็นบิ๊กบอสของ “ปีศาจแดง” ตัวเขาพร้อมคืนชีพฟอร์มเทพของ พอล ป็อกบา กองกลางดีกรีแชมป์โลกให้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ด้วยแผนการให้ มิดฟิลด์ หมายเลข 6 เป็นจุดศูนย์รวมการขับเคลื่อนเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด

งานนี้ต้องมาดูกันว่า การคัมแบ็คกลับมารับหน้าที่ครั้งใหม่ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะทำให้สาวก “เร้ด อาร์มี่” ประทับใจอย่างที่เคยทำไว้ในสมัยที่ยังเป็นนักเตะได้หรือไม่

 

 

 

ขอบคุณ : สปอร์ตเอ็มไทย

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่ได้ถูกชาวบ้านเรียกว่า บั้งไฟพญานาค หรือเมื่อก่อนเรียกว่า บั้งไฟผี

นั้นเป็นลูกไฟสีแดงอมชมพู ดวงกลมเรืองแสงเล็กๆ พวยพุ่งขึ้นมาจากกลาง ลำแม่น้ำโขง ตรงช่วงรอยต่อของจังหวัดหนองคาย และเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าบั้งไฟพญานาคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่ว่า บั้งไฟพญานาค จะถือกำเนิดขึ้นมาจากไหน สิ่งหนึ่งที่พวกชาวบ้านได้พูดคุยกันเรื่องบั้งไฟพญานาค เห็นจะไม่พ้นเรื่องกล่าวขานที่เกี่ยวกับตำนานพญานาค

ซึ่งชาวบ้านในจังหวัดหนองคาย และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างประเมศลาว เชื่อกันว่า ลูกไฟสีแดงอมชมพู หรือบั้งไฟพญานาคนี้เกิดจาก พญานาค เป็นผู้สร้างขึ้นมา และจากการเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวอีสานที่อยู่ริมฝั่งโขง ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใต้ลำน้ำโขงช่วงเขต จังหวัดหนองคาย และเมืองเวียงจันทร์ในประเทศนั้น ในอดีตกาลเป็นเมืองที่สร้างและปกครองเมื่องโดยพญานาค

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

จุดที่พบบั้งไฟมากที่สุดคือเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นทางออกสู่เมืองมนุษย์ของพญานาค ส่วนเมืองหลวงของพญานาคนั้นอยู่ที่ แก่งอาฮง อำเภอเมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เนื่องจากจุดนั้นเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” หรือบางส่วนที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง ซึ่งชาวประมงเคยใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไปในหน้าแล้งแล้ววัดดูปรากฏว่ามีความลึก 99 วาของผู้ใหญ่ ที่ใต้สะดือแม่น้ำโขงนั้นมีถ้ำขนาดใหญ่และเป็นเมืองหลวงของพญานาค เป็นสถานที่อยู่ของราชาพญานาค ที่เป็นจุดศูนย์กลางการปกครองนาคพิภพ โดยถ้ำแห่งนี้สามารถใช้สัญจรไปฝั่งลาวได้โดยจะไปทะลุที่ภูงู ส่วนทางออกอีกด้านก็คือที่ เมืองคำชะโนด บริเวณบ่อน้ำศักด์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทางออกที่พญาศรีสุทโธนาคราชได้ทูลขอพระอินทร์เอาไว้ และเป็นเหตุให้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวไม่เคยเหือดแห้ง เพราะเชื่อมต่กับสะดือแม่น้ำโขงนั่นเอง

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

ส่วนที่แก่งอาฮงจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเช่นเดียวกันที่อำเภอโพนพิสัย

แต่ต่างกันที่ลูกไฟของที่นี่จะมีสีเขียวต่างจากที่อื่นที่มีสีออกแดง และพุ่งขึ้นสูงถึง 40 เมตร จนทำให้ทั่วบริเวณสว่างไสวราวกับเป็นตอนกลางวันและจางหายไปในที่สุด ทั้งนี้เรื่องของพญานาค และเมืองบาดาล ก็ได้ไปสอดคล้องกับเรื่องพญานาคในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งได้กล่าวว่า ราชาพญานาค โอฆินทรผู้อยู่อาศัยอยู่ที่สะดือแม่น้ำโขง มีบึตรนามว่ามธุรนาคราช เมื่อเจริญวัยเข้าสู่วัยรุ่นได้ติดตามพระบิดาขึ้นไปบนโลกมนุษย์ เดิมทีพญานาคที่อาศัยอยู่ในเมืองบาดาลนั้นมีนิสัยดุร้าย แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา เลิกนิสัยดุร้าย และคิดจะหันมาออกบวช แต่ก็ติดที่เป็นสัตว์ไม่สามารถบวขได้ เนื่องจากเป็นสัตว์ พญานาคจึงปวารณาตนเป็นพุทธมามะกะ

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จนครบ 3 เดือน (1 พรรษา) และเสด็จกลับโลกมนุษย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ความนี้เมื่อรู้กงพญานาคที่อยู่เมืองบาดาลจึงตั้งใจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามสติปัญญาและอานุภาพของตน ซึ่งด้วยฤทธานุภาพของพญานาคทำให้สามารถกลั่นดวงประทีปหรือบั้งไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาได้ จึงเกิดเป็นบั้งไฟพญานาคขึ้น ณ สะดือแม่น้ำโขง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดังนั้น เราจึงเห็นบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 นี้เท่านั้น และนี่ก็คือเรื่องราวตำนานบั้งไฟพญานาคยังคงอยู่ ดังนั้นบั้งไฟพญานาคยังเป็นตำนานต่อไปที่แม้ทุกวันนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ทว่าสำหรับคนที่สงสัย อยากรู้ อยากดู อยากเห็น ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันออกพรรษา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 24 ตุลาคม  2561 ก็สามารถเดินทางไปพิสูจน์กับตาตัวเองได้ที่ อ.โพนพิสัย และอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดหนองคาย

บั้งไฟพญานาค บั้งไฟผี สิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงในวันออกพรรษา

ส่วนความเชื่อเรื่องพญานาคของคนที่คำชะโนดนั้นก็ไม่แตกต่างจากชาวหนองคายที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง

บั้งไฟพญานาค เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแห่งเมืองบาดาล ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ธรรมดา ชาวบ้านละแวกป่าคำชะโนดจึงสร้างทางเดินที่เชื่อมจากโลกภายนอกกับผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วยรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร นอนเลี้อยยาวไปจนสุดทางเดินราว 300 เมตร เพื่อสะท้อนถึงพลังอำนาจและบารมีของพญานาคราช วันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านก็มีความเชื่อว่าเป็นวันที่พญานาคจะขึ้นมาหายใจ ดวงไฟสีแดง ที่ผุดกลางบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นท้องฟ้า (คล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคผุดกลางลำน้ำโขงที่ จังหวัดหนองคาย) ก็คือลมหายใจพญานาคที่ใครเห็นจะถือว่าเป็นบุญ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

ตำนานการเสียงาของพระพิฆเนศ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

ถึงพระพิฆเนศจะมีปางต่างๆ ถึง 32 ปางด้วยกัน แต่ละปางมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเศียร กร งวง หรือท่าทางต่างๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นปางไหนพระพิฆเนศย่อมมีงาซ้ายหักทั้งสิ้น ซึ่งตำนานการเสียงาของพระพิฆเนศนั้นมีหลายตำนานมาก ดังนี้

ตำนานแรก : ปรศุรามใช้ขวานจาม

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

ปรศุรามนั้นเป็นอวตารของวิษณุเทพ ตำนานกล่าวว่า ปรศุรามได้ยืมขวานจากพระศิวะไปทำลายเหล่ากษัตริย์ เมื่อเสร็จภารกิจจะเข้าเฝ้าที่เขาไกรลาส ระหว่างนั้นบริเวณพระที่นั่งชั้นใน พระศิวะมหาเทพกำลังสนทนาอยู่กับพระอุมา พระพิฆเนศจึงไม่ยอมให้ปรศุรามเข้าพบ ปรศุรามโมโหเลยใช้ขวานของพระศิวะ ขว้างไปยังพระพิฆเนศ ด้วยเหตุที่ท่านทรงมีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่งในองค์พระบิดาจึงจำใจต้องใช้งาช้างซ้ายรับขวานนั้น เพราะถ้าจะต่อสู้กันไปก็เท่ากับเป็นการทำลายฤทธิ์เดชของอาวุธซึ่งเป็นของบิดาตนเอง

ตำนานที่สอง : ได้เศียรช้างงาเดียว

เมื่อคราวที่พระศิวะได้ทำพิธีโสกันต์และพระวิษณุเทพพลั้งเผลอเปลางวาจา ยังผลให้เศียรของกุมารหายไปนั้น ได้มีเทวโองการให้หาเศียรของมนุษย์ที่เสียชีวิตมาต่อให้ แต่ปรากฏว่าในวันอังคารนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดถึงฆาต มีเพียงช้างงาเดียวที่นอนตายอยู่ทางทิศเหนือ จึงจำเป็นต้องตัดเศียรมาต่อให้กับพระกุมาร

ตำนานที่สาม : โดนพระศิวะใช้ขวานจาม

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

เมื่อคราวที่กุมารน้อยถือกำเนิดใหม่ๆและทำหน้าที่เฝ้าปากทวารห้องสรงน้ำของพระอุมานั้น พระศิวะไม่ทราบว่าเป็นลูก เลยเกิดการต่อสู้กัน พระศิวะโมโหจึงใช้ขวานขว้างไปโดนงาของพระพิฆเนศหัก

ตำนานที่สี่ : งาถอดได้เองตามธรรมชาติ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

๔ ตำนาน เล่าขานการสูญเสียงาของพระพิฆเนศ

เมื่อคราวที่พระพิฆเนศต่อสู้กับอสูรอสรุภัค พระพิฆเนศแสดงเดชโดยการถอดงาของตัวเองขว้างไปที่อสูร

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กองหน้าทีมชาติบราซิลของลิเวอร์พลู เปิดใจต้องการพาพลพรรค “หงส์แดง”สัมผัสพรีเมียร์ลีกเอเซียโทรฟีฤดูกาลนี้

ดาวเตะวัย 27 ปี กล่าวว่า “เราทำผลงานได้ดี เราออกสตาร์ตได้ดีภายใต้การนำทัพของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และเราวาดฝันอันยิ่งใหญ่ เราต้องทำงานหนักและคว้าแชมป์มาครองให้ได้”

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก

เราพึ่งทำงานร่วมกับ ฟีร์มีโน่ กับ คล็อปป์ มาแค่ 3 ปี แต่ดูเหมือนว่ามันยาวนานมากกว่านั้น ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานกับเขาและคิดว่าเขาคือโค้ชที่มหัศจรรย์มาก ผมได้เรียนรู้มากมายจากเขาและไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่รวมถึงทั้งทีม ผมคิดว่าเขาสุดยอดมาก ผมเรียนรู้จากคล็อปป์มากมายนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีม เขานำทุกอย่างให้รวมเป็นหนึ่ง ตอนนี้เราทำได้ดีทีเดียว

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ฝันนำหงส์พลาดคว้าแชมป์ลีก