เปิดตำนาน ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ แห่ง จ.นครศรีธรรมราช

คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของ ไอ้ไข่ วัดเจดีย์ ชื่อดังในจังหวัด นครศรีธรรมราช กันอย่างแน่นอน เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยววัด ที่เป็นตำนานและมีเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าต่อๆ กันมาอย่างยาวนานนับหลายปี จนทำให้ที่นี่กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงขึ้นมา ใครที่ยังไม่เคยได้ทราบถึงตำนานนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปเปิดตำนานกันค่ะ

รู้จัก วัดเจดีย์ หรือ วัดไอ้ไข่

วัดเจดีย์ หรือรู้จักกันในชื่อของ วัดไอ้ไข่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อก่อนนั้นเคยเป็นวัดร้าง ตำนานว่าสร้างมาแล้วมากกว่าพันปี เหลือเพียงเจดีย์โบราณ ที่อยู่ตรงบริเวณโบสถ์ในปัจจุบัน จนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการบูรณะวัดเจดีย์ขึ้นมาใหม่ ทำให้มีพระภิกษุเข้ามาอยู่ประจำวัด และเป็นที่ประดิษฐานของ พ่อท่าน พระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ยังเป็นวัดร้างค่ะ

แต่สิ่งที่ทำให้ วัดนี้เป็นรู้จักกันอย่างมากมายนั้น ก็คือ ไอ้ไข่วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ คือ รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตย์อยู่ ทำให้กลายเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่บริเวณใกล้ๆ วัด ไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้เลยทีเดียวค่ะ ไม่ว่าใครก็ต่างมาขอพรกัน โดยเฉพาะทางด้านโชคลาภและการค้าขายค่ะ

ตำนาน ไอ้ไข่ วัดเจดีย์

ตำนาน ไอ้ไข่ นั้น มีมากมายหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งที่ว่าไอ้ไข่คือวิญญาณเด็กที่ติดตามหลวงพ่อทวด เมื่อหลวงพ่อทวดธุดงค์มาที่วัดร้างแห่งนี้ และให้วิญญาณดวงนี้เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ภายในวัดไว้ ในขณะที่บางตำนานเล่าว่า ไอ้ไข่ คือเด็กที่เคยวิ่งเล่นอยู่ในวัดเมื่อนานมาแล้ว ต่อมาเด็กคนนั้นประสบอุบัติเหตุตกน้ำเสียชีวิต วิญญาณของเด็กผูกพันอยู่กับวัด ก็เลยสถิตย์ที่วัดนี้ตั้งแต่นั้นมา

แต่สิ่งที่ทำให้ ไอ้ไข่ นั้น โด่งดังขึ้นมาก็คือ เหตุการณ์ของกองร้อยทหารพรานที่มาตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราวอยู่ วัดเจดีย์ ในคืนแรกที่มานั้นทั้งกองแทบไม่ได้หลับเลย เพราะมีเด็กมาเล่นหยอก ดึงแขนดึงขาตลอดทั้งคืน ตอนเช้าก็เลยเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านเลยเล่าเรื่องของไอ้ไข่ให้ฟัง เลยบอกให้ทหารกลุ่มนี้ไหว้สักการะดวงวิญญาณไอ้ไข่ และให้เอาอาหารมาเซ่นไหว้ให้กับไอ้ไข่ด้วย หลังจากนั้นทุกอย่างก็สงบ ไม่มีสิ่งใดมารบกวน ทหารพรานเลยเอาเรื่องนี้มาเล่าต่อให้คนภายนอกฟัง ชื่อเสียงของไอ้ไข่ก็เลยเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นไปอีก

ภายใน วัดเจดีย์ เลยเต็มไปด้วยสิ่งของที่ผู้คนเอามาแก้บน ทั้ง รูปไก่ชน ชุดทหาร หนังสติ๊ก ไปจนถึงของเล่นต่างๆ เป็นต้น และมีการจุดประทัดเพื่อให้ทราบถึงแรงศรัทธาที่มีต่อไอ้ไข่ และเป็นการแสดงว่าได้รับพรที่ขอจากไอ้ไข่แล้วนั่นเองค่ะ ทำให้ทุกวันนี้จะได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นตลอดเวลาจากวัดนี้ และทุกวันอังคารและวันเสาร์ก็จะมีกลองยาวแก้บน มาแสดงแก้บนให้ไอ้ไข่ดูวันหนึ่งเป็นสิบๆ รอบกันเลยทีเดียวค่ะ

นอกจาก ไอ้ไข่ ที่ทุกคนต่างให้ความศรัทธาแล้ว ภายในวัดก็ยังมี อุโบสถขนาดใหญ่ให้ได้เข้าไปสักการะกันอีกด้วย กลายเป็นวัดแห่งแรงศรัทธาที่ผู้คนต่างก็มาเยือนกัน ไม่ว่าจะจากที่ไกลหรือใกล้ เป็นอีกวัดที่ต้องห้ามพลาดเลย เมื่อมาที่ นครศรีธรรมราช ใครยังไม่เคยมาก็ต้องปักหมุดตามเรามาแล้วนะคะ

การบูชา ไอ้ไข่ วัดเจดีย์

  • ธูป 3 ดอก บูชาบนได้ ไหว้รับ
  • แต่เมื่อสำเร็จให้ แก้บนด้วยของที่นำมาบนและจุดธูปเพียง 1 ดอกเท่านั้น

ของที่ชอบ

  • ขนมเปี๊ยะ
  • น้ำแดง
  • ชุดทหาร ตำรวจ
  • ไก่ปูนปั้น
  • หนังสติ๊ก
  • ประทัด

เปิดตำนาน “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” จ.เชียงราย ขุนเขาแห่งความรักที่ไม่สมหวัง

วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน ท้องที่ ต.โป่งผา เนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ มีจุดบริการท่องเที่ยว 2 แห่ง คือ บริเวณถ้ำหลวง บ้านน้ำจำ และบริเวณขุนน้ำนางนอน บ้านจ้อง มีสภาพเป็นพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาหินปูนสูงชันเงียบสงบ

ถ้ำหลวง เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ เชื่อกันว่ามีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยเนื่องจาก มีความยาวกว่า 7 กิโลเมตร ปากถ้ำเป็นห้องโถงกว้างมากภายในถ้ำจะพบกับความงามของ เกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำและถ้ำลอด ถ้ำหลวงยังรอคอยความท้าทายการสำรวจจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา เพราะสำรวจไปได้ไม่ถึงที่หมายก็ต้องล่าถอยออกมาด้วยพบกับอุปสรรคความยากลำบาก ภายในถ้ำและยังมีถ้ำเล็กๆ อีก 3 แห่งในบริเวณเดียวกัน สามารถเดินเข้าไปชมความงามได้ และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย โดยที่ในช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมภายในถ้ำ ไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี

ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ด้วยความเสียใจ นางจึงใช้ปิ่นปักผม แทงพระเศียรของพระองค์จนเลือดไหลออกมาเป็นสาย กลายเป็นแม่น้ำแม่สายในทุกวันนี้ และพระวรกายของพระองค์ที่นอนเหยียดยาวจากทิศใต้จรดทิศเหนือ ก็กลายเป็นดอยนางนอนจนทุกวันนี้

ทางไปอำเภอแม่จัน มีขุนเขาทอดตัวคล้ายผู้หญิงนอนเหยียดยาว เรียกว่า ดอยนางนอน ดอยส่วนที่ศีรษะเรียกว่า ดอยจ้อง หรือ ดอยจิกจ้อง (เดิมเรียกดอยนี้ว่า ดอยท่าหรือดอยต้า) เป็นดอยของลูกชายปู่เจ้าลาวจกที่รอคอยพ่อ ดอยลูกถัดมาเรียกว่า ดอยย่าเฒ่า ซึ่งเป็นภรรยาของปู่เจ้าลาวจก ส่วนดอยอีกลูกหนึ่งคือ ดอยดินแดง หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ ดอยตุง

เชื่อกันว่า ดอยทั้ง 3 นี้เป็นที่อยู่อาศัยเดิมของลาวจักราช ผู้เป็นต้นวงศ์ของพญามังราย ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาสร้างเมืองหิรัญนครเงินยาง เหนือดอยดินแดงเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยตุง อันถือเป็นปฐมธาตุแห่งแรกของภาคเหนือ

ตำนานเรื่องที่ 2 เล่าว่า เจ้าหญิงเมืองพุกามกรีธาทัพออกตามหาเจ้าชายที่นางรัก นางออกรบ มีผู้คนล้มตายมากมาย และขยายอาณาเขตมาเรื่อยๆ จนมาถึง “เวียงสี่ทวง” จึงพบกับเจ้าชาย แต่ปรากฏว่าเจ้าชายหนีหายไปกับสาวสวยชาวเวียงนี้อีกครั้ง นางรู้สึกเศร้าสลดจนตรอมใจตาย

ก่อนตายได้ตั้งจิตอธิษฐานให้ร่างของนางกลายเป็นเทือกเขา ที่ชาวบ้านพากันเรียกว่า “ดอยนางนอน” น้ำตาที่ไหลรินกลายเป็น “ขุนน้ำนางนอน” ส่วนไพร่พลของนางก็กลายมาเป็นชนเผ่าหลากชาติพันธุ์บนภูเขาแห่งนี้

ตำนานเรื่องที่ 3  เกี่ยวกับ “พระธาตุจอมนาค” อีกเรื่องว่า พญาครุฑลักพาลูกสาวพญานาค มาแอบซุกซ่อนอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ พญานาคผู้พ่อออกตามหาก็มาพบลูกสาวนอนอยู่กับพญาครุฑในบริเวณที่เป็นต้นน้ำ ปัจจุบันเรียกว่า “ขุนน้ำนางนอน” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุดอยตุง

พญานาคขอลูกสาวคืน แต่พญาครุฑขอแลกกับทองคำ ทุกวันนี้แหล่งน้ำที่พญานาคนำทองคำขึ้นจากบาดาล มาแลกลูกสาวนั้นเรียกว่า “หนองตานาค” บริเวณที่พญานาคส่งทองคำให้พญาครุฑนั้นเรียกว่า “หนองละกา” แปลว่าพญานาคลาจากสัตว์พวกนกกากลับบาดาล ทองคำถูกนำไปเก็บไว้ที่ “ถ้ำทรายคำ” หรือถ้ำทรายทอง ก่อนกลับไปพญานาคสร้าง “พระธาตุจอมนาค” หมายไว้

มาร์ค โนเบิล : สุภาพบุรุษลูกหนัง “วันคลับแมน” คนสุดท้ายของฟุตบอลอังกฤษ

“ผมใช้ชีวิตอยู่กับความฝันของแฟนบอลทุกคน” มาร์ค โนเบิล กล่าว

ทันทีที่พรีเมียร์ลีกปิดฉากรูดม่านก็เป็นเหมือนสัญญาณของการจากลา บางคนย้ายออก บางคนหมดสัญญา และบางคนก็แขวนสตั๊ด หนึ่งในนั้นคือ มาร์ค โนเบิล กองกลางจอมเก๋าของเวสต์แฮม

หลังจากโลดแล่นอยู่ในลีกแดนผู้ดีมาตั้งแต่ปี 2004 จอมทัพวัย 35 ปีก็ถึงคราวอำลาชีวิตนักเตะอาชีพ ด้วยสถิติลงเล่นให้กับทีมจากลอนดอนตะวันออกไปถึง 550 นัด

นอกจากนี้เขาไม่เคยเปลี่ยนทีม นอกจากถูกปล่อยออกไปหาประสบการณ์ในฐานะนักเตะตัวยืม และทำให้เขากลายเป็น “วันคลับแมน” คนสุดท้ายของวงการฟุตบอลอังกฤษ

ติดตามเรื่องราวของชายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สุภาพบุรุษลูกหนัง” คนหนึ่งของโลก ไปพร้อมกับ Main Stand

แฟนตัวยงขุนค้อน

ชีวิตของ มาร์ค โนเบิล อาจเรียกได้ว่าผูกพันกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เกิด พ่อกับแม่ของเขาคือแฟนเวสต์แฮมตัวยง และมีบ้านที่ตั้งอยู่ห่างจาก อัพตัน พาร์ก รังเหย้าเก่าของขุนค้อนแค่เพียงไมล์เดียว

แม้ว่าโชคชะตาของเขาจะหักเหไปเล็กน้อย เมื่อทีมเยาวชนแรกของลีกอาชีพที่ได้สังกัดคือ อาร์เซนอล คู่แข่งร่วมเมือง และเขาเกือบจะกลายเป็นนักเตะของทัพปืนใหญ่ แต่ท้ายที่สุดเขาก็เซ็นสัญญาเยาวชนกับ เวสต์แฮม ทีมที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก ในนาทีสุดท้ายตอนอายุ 11 ปี

“ผมได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งที่บอกว่าโนเบิลกำลังจะเซ็นสัญญากับอาร์เซนอลในวันพรุ่งนี้ และมันก็ใกล้จะเรียบร้อย เราจึงได้ร่างสัญญา ไม่ใช่เพราะแค่เขาเป็นนักเตะที่ดี แต่เรารู้ว่าเขาเชียร์เวสต์แฮม” จิมมี่ แฮมป์สัน อดีตแมวมองของเวสต์แฮมกล่าวกับ The Athletic

“ดังนั้นผมและ จิมมี่ ทิลดอลล์ จึงไปที่บ้านของโนเบิล เรานั่งลงและคุยกับพ่อและแม่ของเขานานมากเพื่อจะให้เขาเซ็นสัญญากับเวสต์แฮม” 

“การเซ็นสัญญาเขามาจากอาร์เซนอลเป็นความทรงจำที่ผมชอบเสมอเมื่อพูดถึงโนเบิล ตอนที่ผมออกมาจากบ้านของพวกเขา ผมแน่ใจว่าผมลากพ่อของโนเบิลออกมาด้วย ผมไม่อยากปล่อยมันไป ในรถระหว่างกลับบ้านผมหยุดยิ้มไม่ได้เลย”

 

และมันก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เมื่อโนเบิลฉายแววเด่นตั้งแต่ในทีมเยาวชน จนตอนอายุ 15 ปีเขาก็ถูกดันขึ้นไปเล่นในทีมสำรอง และกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้เล่นในทีมชุดนี้ ก่อนที่ใน 2 ปีต่อมาเขาจะได้ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ในเกมลีกคัพกับ เซาธ์เอน ยูไนเต็ด ในเดือนสิงหาคม 2004

จากนั้นในเดือนมกราคม 2005 โอกาสสำคัญของเขาก็มาถึง หลังถูกส่งลงเล่นในเกมพบกับ วูล์ฟแฮมตัน วันเดอเรอร์ส ในศึกแชมเปี้ยนชิพ แถมยังได้ลงสนามในเกมเพลย์ออฟชิงตั๋วสู่พรีเมียร์ลีกกับ เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ที่ท้ายที่สุดทีมรักของเขาก็สมหวัง ได้เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด

“ตอนที่ผมย้ายมาร่วมทีม นักเตะดังบางคนลาทีมไป ผมจึงถาม อลัน (พาร์ดิว) ว่า ‘เราจะทำยังไงกันต่อ’ เขาบอกผมว่าเรามีนักเตะเด่นสองคนที่กำลังขึ้นมา ชื่อ มาร์ค โนเบิล และ คริส โคเฮน ที่เราตั้งความหวังไว้ได้เลย” จิมมี่ วอล์กเกอร์ ผู้รักษาประตูเวสต์แฮมในตอนนั้นย้อนความหลัง

“โนเบิลเพิ่งจะอายุ 17 และขึ้นมาป้วนเปี้ยนในทีมชุดใหญ่ เขามีบุคลิกที่โดดเด่น ในช่วงวัยรุ่นเขาฟัง เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม มากเลย และพวกเขาก็เข้ากันได้ดี โนเบิลถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม”

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน

มิสเตอร์เวสต์แฮม 

โนเบิล โดดเด่นและแข็งแกร่งเกินวัย แม้ช่วงแรกเขาจะถูกปล่อยให้ อิปสวิช ทาวน์ และ ฮัลล์ ซิตี้ ยืมตัวไปใช้งาน แต่หลังจากกลับมาเขาก็กลายเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่ และลงเล่นไปถึง 31 นัดในฤดูกาล 2007-2008 ในวัยเพียงแค่ 20 ปี

หลังจากนั้นเขาก็เป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้สำหรับเวสต์แฮมและ เป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางจากทักษะการจ่ายบอลที่ยอดเยี่ยม รวมไปถึงการยิงจุดโทษที่เฉียบคม เขาลงเล่นให้เวสต์แฮมไปถึง 550 นัด ตลอด 18 ฤดูกาลที่นี่

“เมื่อคุณได้เล่นกับโนเบิล คุณจะรู้ได้เลยว่าเขาเก่งแค่ไหน เขาอาจจะเป็นหนึ่งในนักเตะที่คุณเห็นและไม่ได้คิดว่า ‘ว้าว นี่มันนักเตะอะไรกันเนี่ย’ แต่สำหรับแฟนเวสต์แฮมแล้วจะยกย่องเขา” เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม ที่เล่นให้เวสต์แฮมในช่วงปี 2004-2007 กล่าวกับ The Athletic

 

“คุณต้องดูเขาเล่นสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไร เขาอาจจะไม่ใช่นักเตะที่เลี้ยงผ่านผู้เล่นและยิงเสียบมุมเข้าไป” 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือแพชชั่นของเขาที่มีต่อเกม เขาเต็มที่ในการลงเล่นทุกนัด ไม่เคยบ่นอิดออดแม้จะผิดหวังแค่ไหน เพราะสำหรับเขาเวสต์แฮมไม่ได้เป็นแค่ต้นสังกัด แต่เป็นทีมที่เขาสนับสนุน รัก และผูกพัน

“ไม่ว่าจะชนะ แพ้ หรือเสมอ มาร์คก็สนุกกับฟุตบอล มาร์คเป็นคนเรียบง่ายแบบนั้น และเขาไม่ต้องการจะไปที่ไหน เขาจึงภูมิใจที่ผมให้โอกาสเขาลงเล่น” อลัน พาร์ดิว อดีตกุนซือเวสต์แฮม ที่เป็นคนให้โนเบิลลงประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ย้อนความหลัง

ทำให้ไม่ว่าจะได้รับข้อเสนอจากทีมใหญ่แค่ไหนโนเบิลก็ยังแน่วแน่ที่จะอยู่กับเวสต์แฮม รวมไปถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายหลังจากต้นสังกัดร่วงตกชั้นลงไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพ ด้วยการจบอันดับสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2010-2011

 

“ผมมีโอกาสหลายครั้งแต่ผมก็อยากจะอยู่ที่นี่เสมอ” โนเบิล บอกกับ BBC Sports

“ในจุดหนึ่งเราเคยตกชั้น ผมคิดว่านี่คือสโมสรที่ทำให้ผมแจ้งเกิดและเชื่อในตัวผมตอนที่ผมยังเด็ก ดังนั้นผมจึงไม่คิดจะยอมแพ้แล้วย้ายไปที่อื่นหรอก”  

“ผมทำแบบนั้นด้วยเป้าหมายที่จะช่วยให้ทีมกลับไปพรีเมียร์ลีก”

ปี 2015 หรือปีที่ 12 ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา โนเบิล ก็ได้รับเกียรติสูงสุดหลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันเวสต์แฮมต่อจาก เควิน โนแลน ที่อำลาทีมไป

โนเบิลแสดงให้เห็นภาวะผู้นำอยู่เสมอและทำให้แฟนเวสต์แฮมมีความทรงจำที่ดีต่อเขามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแบก อันเดอร์ เอร์เรรา ออกจากสนาม หลังจากกองกลางชาวสเปนพยายามถ่วงเวลาในเกมเอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อปี 2016

หรือการออกโรงด่า เดวิด ซัลลิแวน เจ้าของสโมสร หลังขาย ดราดี เดียนกานา เด็กปั้นของสโมสรไปให้ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ที่สร้างความขุ่นเคืองใจในหมู่แฟนบอลและนักเตะ

“ในฐานะมนุษย์เขาเป็นศูนย์รวมและผู้นำ เขามีคุณสมบัติหลายอย่างเหมือนกับ รอย คีน ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ลิเวอร์พูล หรือ จอห์น เทอร์รี่ ที่เชลซี เขามีทุกอย่าง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเป็นนักเตะชั้นนำของที่นี่นานขนาดนี้” โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ อดีตแข้งขุนค้อนอธิบาย

แต่สิ่งที่โนเบิลมอบให้เวสต์แฮมไม่ได้มีแค่นี้

ใจดีและมีน้ำใจ

นอกจากการเป็นผู้นำในสนาม บทบาทของโนเบิลคือการเป็นพี่หรือพ่อให้แก่นักเตะรุ่นน้อง เขาคือคนที่ช่วยให้ จอร์แดน ฮักกิลล์ ที่ย้ายจาก เปรสตัน มาอยู่เวสต์แฮมในปี 2018 ปรับตัวได้ รวมไปถึง นิกกี เมย์นาร์ด ที่มาเล่นกับทัพขุนค้อนในปี 2012

“เขาพยายามทำให้ผมรู้สึกถึงการต้อนรับจริง ๆ โนเบิลยังไม่ได้เป็นกัปตันในตอนนั้น กัปตันคือเควิน โนแลน มันเป็นครั้งแรกในชีวิตนักฟุตบอลอาชีพที่มีใครบางคนพยายามดึงผมเข้ามาและทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมทันที” เมย์นาร์ด ย้อนความหลัง

โนเบิล ยังเป็นคนปลุกใจให้ ซาอิด เบนราห์มา ยิงประตูในเกมกับ นอริช ซิตี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา ก่อนที่ปีกชาวแอลจีเรียจะมอบของขวัญด้วยการซัดไปถึง 2 ประตู พาเวสต์แฮมบุกไปอัดเจ้าถิ่น 4-0

นอกจากนี้เขายังเป็นคนหนึ่งที่ทำให้ ดาวิด มาร์ติน ใจเย็นลง หลังโกลสำรองรายนี้ ถูกส่งประเดิมสนามในเกมแห่งความทรงจำที่บุกเยือนเชลซีในเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่เขาเซฟอุตลุด ช่วยให้เวสต์แฮมบุกไปคว้า 3 คะแนนมาได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันเขายังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่รุ่นน้อง เพราะเขาจะรับหน้าที่เก็บกวาดห้องแต่งตัวทุกครั้งเมื่อเวสต์แฮมต้องออกไปเล่นเป็นทีมเยือน

แน่นอนว่าบุคลิกและอิทธิพลของ โนเบิล ส่งไปถึงนักเตะรุ่นหลัง ปัจจุบัน เบน จอห์นสัน ที่เป็นเจ้าของรางวัล Mark Noble Young Hammer of the Year Award หรือรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีเวสต์แฮม ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติให้แก่โนเบิล คือคนที่รับหน้าที่ทำความสะอาดห้องแต่งตัวต่อจากรุ่นพี่ของเขา

อย่างไรก็ดีไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ความใจดีและมีน้ำใจของโนเบิลยังได้เผื่อแผ่ไปให้อดีตผู้เล่นของทีม อย่างการไปคุยกับผู้อำนวยการอคาเดมีของเวสต์แฮมเพื่อให้ แชมร็อค โรเวอร์ส U-15 ที่มี โจอี้ โอไบรอัน อดีตแข้งเวสต์แฮมเป็นโค้ช ได้มาเตะกับทีมเยาวชนของพวกเขา

“มาร์คไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น และถ้าไม่มีเขาผมคงไม่สามารถพาเด็กของผมไปเล่นกับพวกเขาได้” โอไบรอัน กล่าวกับ The Athletic

“สำหรับผมสิ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าเขามีความเป็นมนุษย์มากแค่ไหน ผมย้ายออกจากทีมไปนานแล้ว การที่มาร์คไม่มีปัญหาเลย ที่ผมไปขอความช่วยเหลือมันมีความหมายกับผมมาก” 

หรือการแนะนำให้ แจ็ค คอลลิสัน อดีตแข้งเวสต์แฮมที่ต้องแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 27 ปีจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า เมื่อปี 2016 ได้งานเป็นโค้ชเยาวชนขุนค้อนชุด U-16 และช่วยเป็นแขกรับเชิญของ คอลลิสัน หลังเจ้าตัวย้ายไปเป็นโค้ชทีมชุด U-17 ของแอตแลนตา ยูไนเต็ด ในสหรัฐอเมริกา

“มันเป็นหนึ่งใน Q&A ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น” คอลลิสัน กล่าว

ทั้งนี้โนเบิลยังช่วยเหลือชุมชนอยู่เสมอ เมื่อปี 2020 เขาบริจาคเงิน 35,000 ปอนด์ เพื่อเป็นค่าอาหารและยาให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยงในเมืองบาซิลดอน และไปช่วยเสิร์ฟอาหารให้แก่เด็ก ๆ ผู้หิวโหยที่ Stratford Circus Arts Centre ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของลอนดอน

ในปี 2016 เขายังได้มอบเงินที่ได้รับจากเทสโมเนียลแมตช์ ให้แก่องค์กรการกุศลมากมาย ทั้ง  DT38 Foundation, Help for Heroes และ Richard House Children’s Hospice ซึ่งต่างเป็นองค์กรช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้

ชีวิตของเขาจึงดูเรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ทว่ามันอาจจะมีรอยด่างเพียงอย่างเดียวนั่นคือ “ทีมชาติอังกฤษ”

แข้งดีที่ทรีไลออนมองข้าม 

โนเบิล คือนักเตะที่ฉายแววเก่งมาตั้งแต่เยาวชน และทำให้เขาติดทีมชาติอังกฤษในชุดเล็กมาเกือบทุกชุด ตั้งแต่ U-16, 17, 18, 19, 21 และเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติอังกฤษ ชุดรองแชมป์ยุโรป U-21 เมื่อปี 2009

แต่น่าเศร้าที่จอมทัพของเวสต์แฮมไม่เคยได้สัมผัสกับทีมชาติชุดใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล, รอย ฮอดจ์สัน หรือล่าสุดอย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต ก็ล้วนแต่มองข้ามเขา

“ผมคิดว่ามันเป็นอาชญากรรมที่เขาไม่เคยได้รับโอกาสเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ” แฮมป์สัน แมวมองที่ทำงานกับเวสต์แฮมมากว่า 18 ปี กล่าวกับ The Athletic

“ใช่ มีนักเตะที่เก่งกว่าเขา แต่โนเบิลสมควรถูกเรียกติดทีมชาติอย่างน้อยสักชุดแน่นอน”  

ขณะที่ สจวร์ต ดาวนิง อดีตแข้งเวสต์แฮมที่ประเดิมทีมชาติอังกฤษเมื่อปี 2005 และมีชื่อผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2006 และ 2014  ก็เห็นด้วย เขาเชื่อว่าโนเบิลควรจะได้เล่นให้ทัพสิงโตคำรามอย่างน้อย 1 นัด และไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เป็นเช่นนั้น

“มาร์คสมควรได้รับโอกาสเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ ตอนที่ผมกลับมาจากเล่นทีมชาติฮอดจ์สันมาดูเกมที่สนามของเราเกือบทุกสัปดาห์ แซม (อัลลาไดซ์) บอกผมว่าฮอดจ์สันกำลังดูผม, โนเบิล, ทอมกินส์ และ อารอน เครสเวลล์” ดาวน์นิง ให้ความเห็นกับ The Athletic

“มันเป็นตอนที่เวสต์แฮมกำลังบินสูง เราอยู่ในอันดับ 3 ของลีก และเรากำลังติดปีก ผมคิดกับตัวเองว่า ‘ถ้ารอยไม่สนใจเรา เราคงไม่มีโอกาสแล้ว’ เขาเลือกผม ผมคิดว่าเครสเวลล์น่าจะเป็นตัวสแตนบายหากมีใครเจ็บ และรอยก็เลือกคนอย่าง (ฟาเบียน) เดลฟ์ ที่เจ็บเกือบเป็นปี นั่นเป็นตอนที่ผมรู้ว่าโนเบิลไม่ได้รับเลือก” 

“เวสต์แฮมกำลังลุ้นที่ 6 หรือ 7 แต่โนเบิลไม่มีชื่อแม้กระทั่งชุด 30 คน ผมไม่ได้ไม่เคารพ เจค ลิเวอร์มอร์ นะ แต่ตอนนั้นเขาอยู่กับ ฮัลล์ ซิตี้ และพวกเขากำลังดิ้นรนอยู่ท้ายตาราง ถ้าลิเวอร์เมอร์ติดทำไมโนเบิลไม่ติดล่ะ” 

อันที่จริง โจอี้ โอไบรอัน ที่ติดทีมชาติไอร์แลนด์ไป 5 นัดก็เคยมาชวนโนเบิลให้ไปเล่นให้กับทัพยักษ์เขียว เนื่องจากแม่ของเขามีเชื้อสายไอริช แต่ตัวเขาก็ปฏิเสธไป

“เขาเคยบอกผมว่าไอร์แลนด์อยากให้เขาไปเล่นด้วยอย่างเต็มที่ เพราะแม่ของเขาเป็นไอริช เธอก็อยากให้เขาเล่นให้ไอร์แลนด์เหมือนกัน บอกตามตรงผมคิดว่าเขาจะเล่นให้พวกเรา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ทำ” ดาวน์นิง กล่าว

วันคลับแมนคนสุดท้ายของฟุตบอลอังกฤษ 

“ในทุกวันนี้และยุคนี้ น้อยคนนักที่จะใกล้เคียงกับ มาร์ค โนเบิล เราควรชื่นชมและให้คุณค่านักเตะอย่างเขา การเป็นวันคลับแมนนั้นน่าทึ่งมาก” อัลลี แมคโคอิสต์ ตำนานของกลาสโกว์ เรนเจอร์ส กล่าว

สำหรับ โนเบิล ใจของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จ เขาพร้อมที่จะสละตัวเองเสมอหากสามารถช่วยอดีตเพื่อนร่วมทีมหรือเวสต์แฮมสโมสรที่เขารัก นั่นจึงทำให้เขาบอกว่าถ้าเขาไม่ได้ลงเล่นในเกมในบ้านนัดสุดท้ายที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่เป็นไร

“ผมไม่สนใจหรอก (ว่าจะได้เล่นหรือไม่) ผมบอกเรื่องนี้กับผู้จัดการทีมไปแล้ว สำหรับผมการที่สโมสรได้ไปยุโรปได้เล่นในยูโรปาลีกมันมีค่ามากกว่าสำหรับผม” โนเบิล กล่าวกับ whufc.com เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเวสต์แฮม

“แน่นอนว่าผมได้รับการตอบรับที่ดี ผมรู้เรื่องนั้น และบางครั้งถ้าผมได้ลงสักนาทีมันคงเยี่ยม แต่ผมก็ได้เล่นเพียงพอแล้วในชีวิตของผมจนไม่ต้องการฟุตบอลอีกแล้ว”  

ท้ายที่สุดเกมวันนั้นเขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 77 และช่วยให้ทีมเสมอกับ แมนฯ ซิตี้ ไปอย่างสนุก พร้อมกับพิธีอำลาที่เต็มไปด้วยเสียงปรบมือและคราบน้ำตาไปทั่วสนาม นี่แสดงให้เห็นว่าโนเบิลเป็นที่รักทั้งในหมู่แฟนบอล นักเตะ รวมไปถึงโค้ชอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา

“ผมชื่นชอบวิถีของนักเตะประเภทนี้ ทุกเกมของเขาที่นี่ที่บ้านของเขาเวสต์แฮมไม่ว่าจะกี่ปีหรือกี่เกม โชคร้ายที่มันอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นในโลกฟุตบอล” กวาร์ดิโอลา พูดถึงโนเบิลหลังเกม

“หวังว่าเขาจะอยู่ในวงการฟุตบอลต่อ เพราะว่าเขามีความรู้ที่สุดยอดสำหรับฟุตบอลอังกฤษ สำหรับพรีเมียร์ลีก สำหรับเวสต์แฮม ในฐานะตัวแทนของแมนฯ ซิตี้ ผมขอแสดงความยินดีกับความสุดยอดของอาชีพที่ยาวนานของเขา” 

เพราะสำหรับ โนเบิล เวสต์แฮมไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล ไม่ใช่แค่ทีมที่เชียร์ แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสิ่งที่เขารักและผูกพัน จนทำให้ทุกนาทีที่นี่ของเขานั้นมีความหมาย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เขามอบให้แก่สโมสรด้วยใจจริง และทำให้เขาได้รับการยกย่องในฐานะมิสเตอร์เวสต์แฮมและตำนาน “วันคลับแมน” คนสุดท้ายของฟุตบอลอังกฤษ หรือบางทีอาจจะเป็นของโลกก็เป็นได้ แม้สื่อบางสำนักจะเห็นแย้ง โดยมองว่าเขาขาดคุณสมบัติในการเข้าทำเนียบนี้ จากการเคยเล่นให้สโมสรอื่นผ่านการยืมตัวก็ตาม

“อย่างที่รู้ ผมเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งของคุณ เป็นแฟนที่เติบโตมาจากมุมหนึ่งของโบลีน และเคยอยู่บนลานหน้าสนามเพื่อขอเสื้อผู้เล่น” โนเบิล กล่าวในจดหมายอำลาแฟนบอล

“ผมไม่เคยจินตนาการว่าผมจะได้เล่นกับสโมสรที่น่าทึ่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขนกัปตันมาอย่างยาวนาน” 

“แต่ละนาทีมันพิเศษมาก เพราะว่าผมได้เป็นตัวแทนของพวกคุณ” 

“ความผูกพันและความรักที่มีต่อเวสต์แฮมจะคงอยู่ตลอดไป” 

ประวัติศาสตร์จารึก! “ต๋อง” แม่นกว่าคว่ำ “สอยคิวมาเลเซีย” หยิบทองสนุกเกอร์ 15 แดง

การแข่งขันบิลเลียด วันสุดท้าย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 31 ที่ฮาดอง ยิมเนเซียม กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565

ประเภทสนุกเกอร์เดี่ยว 15 แดง รอบชิงชนะเลิศ แข่งขันระบบ 4 ใน 7 เฟรม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม นักสอยคิวไทยจอมเก๋าวัย 52 ปี อดีตมืออันดับ 3 ของโลก พบกับ ลิม ก๊อก เลียน นักแม่นคิวจากมาเลเซีย

เปิดเฟรมแรก ลิม ก๊อก เลียน อาศัยความคุ้นชินโต๊ะแข่งที่เล่นมาแล้วถึง 4 รอบ เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ก่อน 75-24 ก่อนที่ในเฟรมที่สอง “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” จะเริ่มเข้าฟอร์มกดเอาชนะไปได้ 88-34 ทำให้เสมอกัน 1-1

เฟรมสาม นักแม่นคิวจากมาเลเซีย ยังออกคิวได้แม่นกว่าเอาชนะไปได้ 70-25 ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 เฟรมที่สี่เกมเป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ในช่วงท้าย วัฒนา ภู่โอบอ้อม จะพลิกสถานกาณณ์ตบทำแต้มแซงชนะ 65-48 เสมอกัน 2-2 เฟรม

เฟรมที่ห้า นักสอยคิวไทย ยิ่งเล่นเหมือนยิ่งมั่นใจออกคิวได้แม่นกว่าเอาชนะไปได้อีก 83-33 ก่อนที่ในเฟรมที่หก ทั้งคู่จะออกมาสู้กันได้อย่างสูสี แต่ด้วยความเก๋าของ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ทำให้ชนะไปได้อีก 67-42 คว้าชัยไปได้ 4-2 เฟรม

ทำให้ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม สร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองแรกในการแข่งขันซีเกมส์ในชีวิต และถือเป็นทองเหรียญแรกของทัพนักกีฬาไทยในซีเกมส์หนนี้อีกด้วย ส่วน “กร นครปฐม” ภาสกร สุวรรณวัฒน์ คว้าเหรียญทองแดงใน สนุกเกอร์เดี่ยว 15 แดง

เขาเป็นใคร! เปิดประวัติ เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ ว่าที่กองหน้าอันดับ 1 ของโลก

ข้อมูล และประวัติล่าสุดของ เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ ดาวยิงสุดร้อนแรงของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ว่ากันว่าอีกไม่นานเขาจะก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ของโลกลูกหนัง

 

ข้อมูลนักเตะ

ชื่อเต็ม : เออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ (Erling Braut Haaland)

เกิด : 21 กรกฎาคม 2000 ที่ลีดส์ ประเทศอังกฤษ สหราชอาณาจักร

อายุ : 20 ปี

สัญชาติ : นอร์เวย์

ตำแหน่ง : กองหน้า

ส่วนสูง : 194 เซนติเมตร

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

เส้นทางลูกหนัง

เด็กชายเออร์ลิง เบราท์ ฮาแลนด์ หากดูชื่อ นามสกุล ใครที่เป็นแฟนบอลรุ่นเก๋าๆ ก็จะคุ้นๆ หน่อย เพราะนี่คือลูกชายสุดที่รักของ อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ อดีตกองกลางชื่อดังของน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, ลีดส์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

เจ้าหนูฮาแลนด์ เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ เขาได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสรบริน ในลีกนอร์เวย์ และด้วยฝีเท้า พรสวรรค์ และรูปร่างที่สูงใหญ่เกินวัยเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวได้เลื่อนไปเล่นรุ่นที่อายุมากกว่าตัวเองอยู่เสมอๆ

ฮาแลนด์ ฝึกซ้อม และลงเล่นอยู่ที่ประมาณหนึ่งปี จนกระทั่งในปี 2016 เจ้าตัวได้โอกาสขยับขึ้นไปเล่นชุดสำรองของสโมสร และเขาก็ต้องทำให้บรรดาทีมงานสตาฟฟ์โค้ชต้องตะลึง เมื่อเขาจัดการยิงไปถึง 18 ประตู จากการลงเล่นเพียง 14 เกม เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

จากนั้นไม่นาน กุนซือคนปัจจุบันในเวลานั้นของบริน ก็ถูกไล่ออก ทำให้สโมสรแต่งตั้งผู้ฝึกสอนทีมเยาวชนขึ้นมาทำหน้าที่แทน และกุนซือคนใหม่ที่รู้ซึ้งถึงฝีเท้าของ เจ้าหนูฮาแลนด์ เป็นอย่างดี ได้ทำการดึงตัวเขาจากทีมสำรองขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ แม้ว่าเวลานั้นเขาจะมีอายุเพียง 15 ปี 9 เดือน เท่านั้น และเจ้าตัวก็ได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่ครั้งแรก ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 นั่นเอง

ในช่วงแรกที่เล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของ บริน เจ้าตัวเล่นในตำแหน่งปีก ก่อนที่จะถูกปรับตำแหน่งให้มาเล่นกองหน้า ทว่าฟอร์มการเล่นก็ยังไม่ค่อยเปรี้ยงปร้างมากนัก ลงเล่นไปทั้งหมด 16 เกมในลีก แต่ไม่สามารถยิงประตูได้เลยแม้ต่ลูกเดียว

แต่ด้วยฝีเท้า รูปร่างๆ ความทุ่มเทในการเล่น หรืออะไรก็ตามแต่ ทำให้ฟอร์มการเล่นของ ฮาแลนด์ ไปเข้าตาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เวลานั้นรับหน้าที่เป็นกุนซือของสโมสรโมลด์ ซึ่งในเวลาต่อมาทาง โมลด์ ก็ได้เข้าไปทาบทามตัว จนกระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2017 เจ้าตัวก็ได้ย้ายมาเซ็นสัญญาค้าแข้งกับสโมสรใหม่

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

เมื่อย้ายมาแล้ว ฮาแลนด์ ก็ใช้เวลาไม่นาน ก็ได้ลงสนามเกมแรก โดยเจ้าตัวได้ลงเล่นในศึกนอร์เวเจียนคัพ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2017 และเพียงนัดแรกเจ้าตัวก็จัดการยิงประตูแรกได้ทันที เท่านั้นไม่พอ ต่อมาในวันที่ 4 มิถุนายน 2017 เจ้าตัวก็สร้างความฮืออีกครั้ง เมื่อลงเล่นเกมแรกในลีก ในฐานะตัวสำรอง และสามารถยิงประตูได้อีกด้วย และลูกนั้นยังเป็นประตูชัยให้กับทีมอีกต่างหาก จากนั้นเป็นต้นมา เจ้าตัวก็ถูกส่งลงสนามเรื่อยๆ ในฐานะตัวจริงบ้าง ตัวสำรองบ้าง จนกระทั่งจบซีซั่นได้ลงเล่นไปทั้งหมด 20 นัด และยิงไปได้ 4 ประตู

ฤดูกาลถัดมาถือเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดของ ฮาแลนด์ เลยก็ว่าได้ เมื่อเขากลายมาเป็ตัวหลักของสโมสร แม้จะมีอายุเพียง 18 ปี และในฤดูกาลนี้เองที่เขาได้สร้างสถิติอย่างมากมาย ทั้งการยิงคนเดียว 4 ประตูภายใน 21 นาทีแรกของเกม, การซัดแฮตทริก ภายในเวลา 11 นาที 2 วินาที หรือแม้กระทั่ง การยิงได้ 4 ประตูภายในเวลา 17 นาที 4 วินาที

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

ซึ่งเมื่อจบซีซั่นนี้ เขากลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดให้กับ โมลด์ ด้วยจำนวน 16 ประตู จากการลงเล่น 30 นัดจากทุกรายการ และเขายังได้รับตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก อีกด้วย ซึ่งจากฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงนี้เอง ทำให้ไปเข้าตาของ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก สโมสรยักษ์ใหญ่ลีกออสเตรีย และได้ทำการขอซื้อตัวไปร่วมทีมในเวลาต่อมา

ซึ่งจากที่นี่เอง ใครจะไปคิดว่า เจ้าหนูฮาแลนด์ ที่อายุเพียง 19 ปี ในเวลานั้น กำลังจะกลายเป็นนักเตะที่สร้างประวัติศาสตร์มากมายให้กับทั้ง เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก และ วงการลูกหนังยุโรป

การย้ายมาล่าตาข่ายให้กับ ซัลซ์บวร์ก ดาวยิงวัยรุ่นอย่างเขาได้สร้างสถิติมากมาย โดยเมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2019 เขายิงแฮตทริกแรกให้กับสโมสรในออสเตรียนคัพ ในนัดที่เอาชนะคู่แข่ง 7–1 ต่อมาในวันที่ 10 สิงหาคม เขาทำแฮตทริกแรกในออสเตรียน บุนเดสลีกา ช่วยให้ทีมเอาชนะคู่แข่ง 5-2 ต่อมาเขาทำแฮตทริกที่ 3 ให้กับสโมสร เมื่อวันที่ 14 กันยายน ช่วยให้ทีมถล่มคู่แข่งไป 7–2

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

เท่านั้นไม่พอ วันที่ 17 กันยายน เขาลงเล่นครั้งแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2019–20 และทำแฮตทริกที่ 4 ให้กับสโมสร ช่วยให้ ซัลซ์บวร์ก เอา ชนะเกงค์ ไปได้อีก

ความสุดยอดของเขายังไม่หมดแค่นั้น เมื่อมายิงได้อีกหนึ่งประตูในเกมพบ ลิเวอร์พูล ที่สนามแอนฟิลด์ ทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ยิง 4 ประตูได้จากความพยายามยิงเข้ากรอบ 4 ครั้งในศึกแชมเปียนส์ลีก และยังมายิงอีก 2 ประตูใส่ นาโปลี ทำให้ ฮาแลนด์ กลายเป็นผู้เล่นดาวรุ่งคนแรกที่ทำประตูครบทั้งสี่นัดแรกที่ลงเล่นในรายการนี้ และเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ทำสถิตินี้ได้หากนับรวมทุกอายุ

แค่นี้ว่าสุดยอดแล้ว ยังมีสุดยอดกว่า เมื่อเจ้าตัวมาบวกอีกหนึ่งประตูในแมตช์ที่ดวลกับ เกงค์ ทำให้เขาผงาดเป็นผู้เล่นคนที่ 6 ต่อจาก อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, เซอร์เก เรบรอฟ, เนย์มาร์, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ทำประตูในรายการนี้ได้ถึง 5 นัดติดต่อกัน เรียกได้ว่าสุดยอดเกินวัยเลยจริงๆ

จากผลงานอันร้อนแรงนี้เอง ส่งผลให้ในเพียงฤดูกาลแรกกับ ซัลซ์บวร์ก เขาทำไปได้ถึง 4 แฮตทริก และกดไป 28 ประตู จากการลงเล่นไปเพียง 28 นัดรวมทุกรายการ ซึ่งการยิงประตูแบบถล่มทลาย และสร้างสถิติมากมาย ทำให้เขาได้กลับมาเป็นที่สนใจของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมอย่างมาก ซึ่งในขณะนั้นสื่อต่างๆ ก็ต่างพากันฟันธงแล้วว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้ตัวไปร่วมทีมแน่นอน แต่สุดท้ายกลับพลิกล็อคเป็น “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังบุนเดสลีกา ที่ฉกตัวไปร่วมทีมแบบตกตะลึงทั้งวงการลูกหนัง ในช่วงท้ายเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ดอร์ทมุนด์ คว้าตัว ฮาแลนด์ มาร่วมทีมสำเร็จด้วยค่าตัวเพียง 20 ล้านยูโร ทั้งๆ ที่เขาตกเป็นเป้าหมายของหลายๆ ทีมทั่วยุโรป ซึ่งเจ้าตัวก็ให้เหตุผลว่าอยากมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และไม่อยากกดดันในการเล่นมากจนเกินไป จึงเลือกมาที่นี่

และการย้ายมาที่นี่ แฟนบอล “เสือเหลือง” ก็ไม่ต้องรอนานที่จะเห็นประตูแรกของเขา เมื่อ ฮาแลนด์ ได้ถูกส่งลงสนามเป็นเกมแรกในฐานะตัวสำรอง และใครจะไปเชื่อว่าเจ้าตัวจะลงมาแล้วซัดแฮตทริกทันที ในเกมที่ทีมทุบเอาชนะ เอาก์สบวร์ก ไปได้ 5-3 โดยใช้เวลาไปแค่เพียง 34 นาทีเพียงเท่านั้น

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

หลังจากนั้นเขาได้ลงเป็นนัดที่ 2 ในฐานะตัวสำรองอีกครั้ง และยังระเบิดฟอร์มฮอตยิงไปอีก 2 ประตู ในเกมที่ต้นสังกัดรเอาชนะ โคโลญจน์ 5-1 ทำให้เจ้าตัวใช้เวลาในสนามเพียง 59 นาที ในการทำ 5 ประตูดังกล่าว และยังกลายเป็นนักเตะคนแรกของ บุนเดสลีก้า ที่สามารถทำได้ถึง 5 ประตู จากการลงประเดิมสนาม 2 นัดแรก อีกด้วย

ใครว่าความสุดยอดจะหมดแค่นี้ เมื่อเจ้าตัวยังยิงต่อเนื่อง จนมาถึงแมตช์ที่ ดอร์ทมุนด์ บุกชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 2-0 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เขาก็มาบวกอีกหนึ่งลูก ทำให้ ฮาแลนด์ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ถึง 9 ประตู ในการลงสนาม 6 นัดแรกให้ทีม

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

และเมื่อจบซีซั่นนี้ เขาก็ยิงให้ ดอร์ทมุนด์ ไปถึง 16 ประตู จากการลงเล่นในทุกรายการเพียง 18 นัดเท่านั้น และช่วยให้ต้นสังกัดจบฤดูกาลด้วยการคว้ารองแชมป์บุนเดสลีกา ได้อีกด้วย

ส่วนในฤดูกาล 2020-2021 นี้ ฮาแลนด์ ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมที่จะขาดไม่ได้แล้ว และเจ้าตัวยังยิงประตูอย่างถล่มทลาย ถึงเวลานี้เขาซัดไปแล้ว 31 ประตู จากการลงสนาม 29 นัดในทุกรายการ และช่วยให้ต้นสังกัดผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เรียบร้อย

ล่าสุด ฮาแลนด์ ก็กลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ เมื่อสามารถทำประตูในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครบ 20 ลูก เร็วสุดตลอดกาลเรียบร้อย โดยใช้เวลาแค่ 14 เกมเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังยิงครบ 100 ประตูในการค้าแข้งไปแล้ว โดยลงเล่นไปเพียง 146 นัด เท่านั้น

ผลงานทีมชาติ

สำหรับทีมชาตินอร์เวย์แล้ว ฮาแลนด์ ก็มาตามสเต็ปของดาวยิงวัยรุ่นทั่วไป เมื่อเล่นมาตั้งแต่ รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี, 16 ปี, 17 ปี, 18 ปี, และ 19 ปี ตามลำดับ จนกระทั่ง ปี 2019 เขาก็ถูกเรียกตัวขึ้นมาเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ และได้ลงสนามเป็นแมตช์แรก ในวันที่ 5 กันยายน ในเกมที่ นอร์เวย์ เอาชนะ มอลตา ไป 2-0

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

ในปี 2019 นี้เอง ฮาแลนด์ ได้สร้างสุดยอดสถิติในการลงเล่นทีมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2019 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อเขาสามารถยิงคนเดียวได้ถึง 9 ประตู ในแมตช์ที่ นอร์เวย์ เอาชนะ ฮอนดูรัส ไปได้ถึง 12-0 อีกด้วย

และจนถึงเวลานี้ ฮาแลนด์ ลงเล่นให้ทีมชาตินอร์เวย์ ชุดใหญ่ไปแล้ว 7 นัด และยิงไปแล้วถึง 6 ประตู ด้วยกัน

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

เกียรติประวัติ

โมลด์

  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2018

เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

  • แชมป์ออสเตรียน บุนเดสลีกา 2018-2019
  • แชมป์ออสเตรียน คัพ 2018–2019
  • นักเตะยอดเยี่ยมออสเตรียน บุนเดสลีกา 2019

เออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้า ดอร์ทมุนด์

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

  • นักเตะยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา เดือนมกราคม 2020
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา เดือนมกราคม 2020

ทีมชาตินอร์เวย์

  • ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2019 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี
  • ดาวซัลโวยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก 2020-2021

10 อันดับ นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ปี 2022

อัพเดต 10 นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ปี 2022 โดยเบอร์ 1 ยังเป็น คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ส่วน เออร์ลิง ฮาแลนด์ ตามมาไม่ห่าง ขณะที่สตาร์ เรอัล มาดริด มาแรงพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3 ร่วม

คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยังคงเป็นนักเตะที่ได้รับการประเมินให้มีค่าตัวสูงสุดในโลก ณ เวลานี้ที่ 160 ล้านยูโร (ประมาณ 6,080 ล้านบาท) ตามรายงานจากเว็บไซต์ทรานส์เฟอร์มาร์เกต เมื่อวันอังคารที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา

ขณะที่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ดาวยิง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตามมาเป็นอันดับสองราคาประเมินอยู่ที่ 150 ล้านยูโร (ประมาณ 5,700 ล้านบาท) ด้าน วินิซิอุส จูเนียร์ ปีก เรอัล มาดริด พุ่งจากที่ไม่ติดท็อปเทนขึ้นมาอยู่ที่ 3 ร่วมในเดือนนี้ราคาประเมินอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,800 ล้านบาท)

10 อันดับ นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลก ในเวลานี้

นักเตะ                                 อายุ             สโมสร                ค่าตัวประเมิน (ล้านยูโร)

1. คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้                 23             เปแอสเช                            160
2. เออร์ลิง ฮาแลนด์               21           ดอร์ทมุนด์                            150
3. วินิซิอุส จูเนียร์                   21            เรอัล มาดริด                        100
3. โมฮาเหม็ด ซาลาห์            29           ลิเวอร์พูล                             100
3. แฮร์รี่ เคน                           28            สเปอร์ส                              100
3. โรเมลู ลูกากู                      28              เชลซี                                100
7. บรูโน่ แฟร์นันด์ส                27        แมนฯ ยูไนเต็ด                        90
7. เควิน เดอ บรอยน์               30          แมนฯ ซิตี้                             90
7. เนย์มาร์                               29          เปแอสเช                              90
10. ฟิล โฟเด้น                       21           แมนฯ ซิตี้                              85
10. เจดอน ซานโช่                 21        แมนฯ ยูไนเต็ด                        85
10. มาร์คัส แรชฟอร์ด            24        แมนฯ ยูไนเต็ด                        85
10. โยชัว คิมมิช                     28             บาเยิร์น                              85
10. ราฮีม สเตอร์ลิง                27            แมนฯ ซิตี้                            85

รวมทุกสถิติของวงการฟุตบอลที่ “โรนัลโด้” ทำลายและเป็นเจ้าของอยู่ในปัจจุบัน

เกือบ 20 ปีที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ โลดแล่นอยู่ในวงการฟุตบอลและมีสถิติมากมายที่ต้องถูก สตาร์กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ทำลายลงไป

1 กรกฎาคม 2002 ชายชาวโปรตุเกส ที่ชื่อว่า “คริสเตียโน โรนัลโด้” ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัวในปีดังกล่าว โดยสัญญาฉบับแรกอยู่กับทีม สปอร์ตติง ลิสบอน ทีมดังในประเทศบ้านเกิด ใส่เบอร์ 28 ลงเล่น

หลังจากนั้น เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ที่ โรนัลโด้ โลดแล่นอยู่บนวงการฟุตบอลลีกชั้นนำของยุโรปและกวาดรางวัลพร้อมกับแชมป์ไปมากมายนับไม่ถ้วน กับ 3 สโมสรที่ค้าแข้ง ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส พร้อมกับ บัลลงดอร์ อีก 5 สมัย และรวมไปถึงเกียรติประวัติสูงสุดกับ ทีมชาติโปรตุเกส อีกด้วย

นอกจากนี้ ตลอดการค้าแข้งยาวนานถึงวันนี้ เกือบ 20 ปี มีสถิติมากมายที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ ทำลายลง ซึ่งสื่อรายงานว่ามีมากถึง 28 สถิติที่ชายผู้นี้ทุบเจ้าของเดิมและขึ้นไปยืนเป็นเจ้าของอยู่บนนั้น

28 สถิติ ที่ โรนัลโด้ ผู้นี้เป็นคนทำลายลงไป

  1. ยิงประตูในนามทีมชาติมากที่สุด – 112 ประตู (12 ตุลาคม 2564)
  2. ทำประตูมากที่สุดในโลก 791 ประตูในทุกรายการตลอดอาชีพการเล่น
  3. ยิงประตูกับทีมชาติโปรตุเกสมากที่สุด – 112 ประตู (12 ตุลาคม 2564)
  4. ลงเล่งกับทีมชาติมากที่สุด – 181 เกม (12 ตุลาคม 2564)
  5. ทำประตูมากที่สุดในฐานะผู้เล่นสัญชาติยุโรป
  6. ลงเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมากที่สุด (ยูโร) – 25 นัด (2004-2020)
  7. ยิงประตูในศึกชิงแชมป์ยุโรปมากที่สุด(รวมรอบคัดเลือก) – 45 ประตู (2004-2020)
  8. ดาวซัลโวสูงสุดตลอดการของ เรอัล มาดริด – 450 ประตู
  9. อายุมากที่สุดที่ยิงแฮตทริกในฟุตบอลโลก – 33 ปี 4 เดือน 10 วัน
  10. ยิงแฮตทริกมากสุดกับ เรอัล มาดริด – 34 ครั้ง
  11. ยิงประตูมากที่สุดให้กับ เรอัล มาดริด ในซีซั่นเดียว
  12. ทำ 150 ประตูเร็วสุดในลาลีกา สเปน
  13. ผู้เล่นคนแรกที่ยิงเกิน 50 ปี กับ 3 ลีก (พรีเมียร์ลีก, ลาลีกา, กัลโช เซเรีย อา)
  14. ทำ 200 ประตูเร็วสุดในลาลีกา สเปน
  15. ทำ 250 ประตูเร็วสุดในลาลีกา สเปน
  16. ทำ 300 ประตูเร็วสุดในลาลีกา สเปน
  17. ผู้เล่นคนแรกที่ชนะใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เตะหลัก 100 นัด
  18. จ่ายให้เพื่อนทำประตูมากที่สุดใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก – 42 ครั้ง
  19. ยิงประตูมากที่สุดในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก – 136 ประตู
  20. ผู้เล่นคนแรกที่ยิงเกิน 10 ประตู กับ 3 สโมสร ในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
  21. ยิงประตูเยอะสุดในปีเดียวของ ศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก – 9 ประตู (2013-14)
  22. ผู้เล่นคนแรกที่ยิงครบ 100 ประตู จาก 3 ประเทศที่แตกต่าง (อังกฤษ, สเปน, อิตาลี)
  23. เป็นดาวซัลโวในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาสมัยที่สุด
  24. เป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวในโลกที่ยิงประตูทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่มของยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
  25. ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มากที่สุด – 4 ประตู
  26. ยิง 100 ประตูให้ ยูเวนตุส เร็วที่สุด
  27. ยิงเกิน 10 ประตูติดต่อกันหลายซีซั่นมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกยุโรป
  28. ติดทีมยอดเยี่ยมของ ยูฟ่า มากครั้งที่สุด

ลดฮวบจาก 1,000 ต่อ! บ่อนปรับราคา ลิเวอร์พูล คว้า 4 แชมป์

ร้านพูลเมืองผู้ดีหั่นอัตราต่อรอง ลิเวอร์พูล จะคว้า 4 แชมป์ ลงมาเหลือเพียงแทง 1 จ่าย 40 ต่อแล้ว จากที่ตอนเปิดซีซั่นตั้งไว้ให้ถึง แทง 1 จ่าย 1,000 ต่อเลยทีเดียว

เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ปรับราคา ลิเวอร์พูล จะกลายเป็นทีมแรกจากแดนผู้ดีที่คว้า 4 แชมป์รายการสำคัญในฤดูกาลเดียวลงมาเหลือแค่ 40/1 (แทง 1 จ่าย 40 ไม่รวมทุน) แล้ว หลังจากเดินหน้าผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเมื่อวันอังคารที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา

แม้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเปิดรัง แอนฟิลด์ พ่าย อินเตอร์ มิลาน 0-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง แต่ก็ยังเพียงพอต่อการเข้ารอบหลังรวมสกอร์สองนัดชนะ 2-1 ทำให้ยังอยู่ในเส้นทางคว้า 4 แชมป์ หลังได้แชมป์ คาราบาว คัพ มาครองแล้ว 1 รายการ ขณะที่ พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ ก็ยังได้ลุ้นอยู่

ก่อนเปิดฤดูกาลนั้น ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคาที่ ลิเวอร์พูล จะคว้า 4 แชมป์ไว้ที่ 1,000/1 (แทง 1 จ่าย 1,000 ไม่รวมทุน) แต่ตอนนี้หั่นอัตราต่อรองลงมาเหลือ 40/1 แล้ว

อัตราต่อรอง ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ซีซั่นนี้ 2 รายการขึ้นไป

คาราบาวคัพ และ เอฟเอ คัพ   21/10 (แทง 10 จ่าย 21 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก และ คาราบาว คัพ   11/4 (แทง 4 จ่าย 11 ไม่รวมทุน)
แชมเปี้ยนส์ ลีก และ คาราบาว คัพ  10/3 (แทง 3 จ่าย 10 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ   10/1 (แทง 1 จ่าย 10 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ  10/1 (แทง 1 จ่าย 10 ไม่รวมทุน)
แชมเปี้ยนส์ ลีก และ เอฟเอ คัพ   12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ  12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก   14/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนส์ ลีก และ คาราบาว คัพ  14/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
พรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ 40/1 (แทง 1 จ่าย 40 ไม่รวมทุน)

ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ “ท้าวเวสสุวรรณ” เทพเจ้าผู้ครอบครองทรัพย์

หากพูดถึง “ท้าวเวสสุวรรณ” แล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเติบโตมาพร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับท่านในวัยเด็ก เนื่องจากตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วคนไทยนิยมนำผ้ายันต์รูปยักษ์ผูกไว้ที่หัวเตียงเด็กเพื่อป้องกันวิญญาณ รวมถึงสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มารังควานเด็ก ซึ่งยักษ์ในรูปนั้นก็คือท้าวเวสสุวรรณนั่นเอง วันนี้โฮโรโซไซตี้ขอเสนอตำนานความเชื่อเกี่ยวกับท้าวเวสสุวรรณ พร้อมเคล็ดลับการบูชาให้ชีวิตปัง!

ท้าวเวสสุวรรณ” เป็นเทพเจ้าแห่งอสูรยักษ์ รวมถึงภูตผีปีศาจ เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่ปกป้องคุ้มครองดูแลโลกมนษุย์ ทรงประทับอยู่ทางทิศเหนือ ตามตำนานทางพระพุทธศาสนาเชื่อกันว่าในอดีตชาติท่านเคยเป็นพราหมณ์ที่ใจบุญ ท่านเปิดโรงงานค้าขายหีบอ้อยจนร่ำรวย และมักจะบริจาคเงินทองให้แก่ผู้ยากไร้ ด้วยบุกุศลที่ท่านบำเพ็ญมา พระพรหมและพระอิศวรจึงให้พรความเป็นอมตะแก่ท่าน เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั่วปฐพี และเป็นเทพแห่งความร่ำรวย ดังนั้นผู้คนจึงนิยมกราบไหว้บูชาท่าน

และยังมีอีกตำนานหนึ่งที่เชื่อกันว่าท่านเคยเป็นกษัตริย์ครองกรุงราชคฤห์ มีพระนามว่า “พระเจ้าพิมพิสาร” เป็นพระสหายของเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารจนบรรลุเป็นโสดาบัน และได้ถวายพระเวฬุวันมหาวิหารให้พระพุทธเจ้าเข้าประทับ จึงเป็นอานิสงส์ให้ได้วิมานอันสวยงาม รวมถึงทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ในขณะที่บางตำราก็ว่ากันว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นพี่ชายต่างมารดาของทศกัณฐ์ อย่างไรก็ตามใครจะเชื่อตำนานไหนก็สุดแล้วแต่กันเนาะ สิ่งสำคัญก็คือผู้คนให้ความเคารพ ศรัทธาและนับถือท่านเป็นจำนวนมากเนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั่นเอง ดังนั้นในปัจจุบันเราจึงมักเห็นผู้คนนิยมกราบไหว้บูชาท้าวเวสสุวรรณกัน รวมถึงพกรูปของท่านติดตัวไว้เพื่อกราบไหว้บูชาหรือขอพรกันด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายนั่นเอง

เคล็ดลับการบูชาท้าวเวสสุวรรณเพื่อความสำเร็จสมหวัง

แนะนำให้จุดธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบ 9 ดอก ก่อนสวดให้ตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงพระคุณบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

คาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ

..ตั้งนะโม 3 จบ..
“อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ

มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา
ยักขะพันตาภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ
ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ”

หากมีปัญหาเรื่องการเงิน การงาน โชคลาภ สามารถบนบานศาลกล่าวกับท้าวเวสสุวรรณได้เองที่บ้าน ถ้ามีผ้ายันต์ หรือองค์ลอย ด้วยการอาบน้ำ แต่งกายให้สะอาดสุภาพ สมาทานศีล 5 สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย พาหุง ชินบัญชร จุดธูป 9 ดอก พวงมาลัยดาวเรืองหรือดอกกุหลาบ 1 พวง ตั้งนะโม 3 จบ สวดคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ 9 จบ

  • บนเรื่องการงาน ให้ถวายสังฆทาน 1 ชุด ในนั้นมีรองเท้าพระ1คู่ อาสนสงฆ์1ผืน พระพุทธรูป1องค์ เข็มกับด้าย1ชุด
  • บนเรื่องการเงิน ให้ถวายสังฆทาน 1ชุด ชำระหนี้สงฆ์ 100 บาท หรือถวายพระพุทธรูป 9 นิ้ว
  • บนเรื่องความรักครอบครัว ให้ถวายดอกกุหลาบแดง บูชารูปปั้นท่านท้าวเวสสุวรรณ ถือศีลแปดในวันที่เราเกิด และวันพระ
  • บนเรื่องสุขภาพการเจ็บป่วย ให้ถวายหนังสือสวดมนต์ (7ตำนาน12ตำนานยิ่งดี) ถวายวัดไหนก็ได้ ปล่อยปลา
  • บนเรื่องการเรียน ให้ทำบุญสร้างพระไตรปิฎก ตำราเรียนนักธรรม ค่าเล่าเรียนสงฆ์สามเณร ในวัดที่มีเรียนพระปริยัติธรรม
  • บนเรื่องสอบบรรจุ เข้าทำงาน เลื่อนตำแหน่ง โยกย้าย ให้ถวายสังฆทาน 1 ชุด เก้าอี้ 1 ตัว ร่ม 1คัน

จากนั้นกรวดน้ำอุทิศกุศล ถวาย “ท้าวเวสสุวรรณ” และบริวาร ไม่เกิน 3 เดือนจะเห็นผล

นอกจากท้าวเวสสุวรรณจะช่วยปัดเป่าวิญญาณร้าย สิ่งชั่วร้าย รวมถึงสิ่งอัปมงคลทั้งหลายแล้ว ท่านยังช่วยบันดาลโชคลาภ ดึงดูดเงินทองให้ไหลมาเทมา มีอำนาจวาสนา ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เจริญในลาภยศ และนำพาสิ่งดี ๆ มาสู่ตัวผู้บูชาด้วยค่ะ หากสวดบูชาเป็นประจำแล้วชีวิตของคุณจะเจริญก้าวหน้า พบเจอแต่สิ่งที่เป็นมงคล มีโชคมีลาภตลอดไม่ขาดมือ แต่สิ่งสำคัญก็คือการคิดดี ทำดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น และหมั่นรักษาศีลหรืออยู่ในศีลอยู่ในธรรมเสมอ รับรองว่าชีวิตของคุณจะรุ่งเรืองอย่างแน่นอนค่ะ

สิงห์, เรือสะดุ้ง! ฟีฟ่า เตรียมออกกฎยืมตัวเข้า-ออกได้ไม่เกิน 6 คนต่อฤดูกาล

ฟีฟ่า เตรียมประกาศกฎใหม่เกี่ยวกับการปล่อยยืมตัวผู้เล่นทีมชุดใหญ่ ให้ไม่เกิน 6 คนต่อหนึ่งฤดูกาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกักตัวนักเตะดาวรุ่ง และปล่อยยืมแบบที่เคยเป็นมา

ในพรีเมียร์ลีก หลายสโมสรมีการปล่อยยืมนักเตะชุดใหญ่จำนวนมาก อย่างเช่น เชลซี มีการปล่อยนักเตะระดับชุดใหญ่ออกจากทีม 11 คน ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีถึง 9 คนด้วยกัน และนั่นทำให้ ฟีฟ่า มองว่าเป็นเรื่องที่ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันการมีสโมสรที่สองหรือสโมสรพันธมิตร ที่เรียกกันว่า ฟีดเดอร์ส คลับ (Feeder Clubs) ซึ่งหลายสโมสรในยุโรป มีพาร์ทเนอร์กับสโมสรในลีกรองมากมาย ในการที่จะพัฒนาเยาวชนหรือปล่อยนักเตะระหว่างกันในการใช้งาน

ซึ่งนั่นทำให้ ฟีฟ่า พยายามจัดการในเรื่องนี้ ด้วยการกำหนดจำนวนการปล่อยตัวผู้เล่นแบบยืมตัวให้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งหากสามารถหาข้อสรุปได้ก็จะประกาศใช้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2022 ที่จะถึงนี้ แต่จะมีการใช้งานจริงในช่วงเตรียมทีมในฤดูกาล 2024/25 แต่อย่างไรก็ดี ในกฎดังกล่าวจะไม่รวมถึงเหล่านักเตะอายุน้อยกว่า 21 ปี และเหล่านักเตะที่เป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสร

“การกำหนดกรอบของการยืมผู้เล่นจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบการซื้อขาย ซึ่งเริ่มแผนงานนี้มาตั้งแต่ปี 2017 และจะใช้งานกันในปี 2022 อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเลื่อนออกไปหมดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19”

เป้าหมายของการระบบใหม่มีสามส่วนคือพัฒนานักเตะเยาวชน

– พัฒนานักเตะเยาวชน
– ทำให้เกิดสมดุลในการแข่งขัน
– ป้องกันเรื่องของการกักตุนผู้เล่น

โดยเพื่อให้มีความเชื่อมั่นว่าวัตถุประสงค์จะตรง และเป็นไปตามเป้าหมาย ในกฎข้อบังคับใหม่นี้จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

– ต้องมีการตกลงร่วมกันในการยืมตัวในแบบลายลักษณ์อักษร ทั้งในเรื่องของระยะเวลา และสถานะทางการเงินที่แน่ชัด
– มีการกำหนดขั้นต่ำของระยะเวลาในการยืมแต่ละครั้ง ช่วงเวลาในการยืมจะแบ่งเป็นสองช่วงในการลงทะเบียน และการยืมได้สูงสุดต่อครั้งมีระยะเวลาเพียง 1 ปี
– ข้อห้ามเกี่ยวกับการยืมตัว ห้ามมีการยืมตัวซ้ำซ้อน (ยืมมาจากทีมหนึ่ง และปล่อยให้อีกทีมยืมต่อ)
– การจำกัดจำนวนการยืมต่อหนึ่งฤดูกาล กับสโมสรหนึ่งสโมสรที่ได้ยืมผู้เล่นภายในหนึ่งฤดูกาล อาจจะมีผู้เล่นเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยืมมาจากสโมสรเดียวกัน

ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎการยืมตัว ฟีฟ่า จะมีการออกกฎเฉพาะกาลเพื่อเตรียมตัวใช้งานกฎใหม่ดังต่อไปนี้

– ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2022 จนถึง 30 มิถุนายน 2023 สโมสรทุกสโมสรสามารถยืมนักเตะเข้าสโมสร และปล่อยยืมนักเตะออกจากสโมสรได้สูงสุดอย่างละ 8 คนต่อหนึ่งฤดูกาล
– ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2023 ถึง 30 มิถุนายน 2024 จะลดเหลืออย่างละ 7 คนต่อฤดูกาล
– วันที่ 1 กรกฎาคม 2024 จะเริ่มใช้งานกฎใหม่ของฟีฟ่า โดยจะสามารถยืมตัวทั้งในขาเข้าและขาออก อย่างละ 6 คนต่อฤดูกาล

ทั้งนี้ ในกฎดังกล่าวจะไม่รวมถึงเหล่านักเตะอายุน้อยกว่า 21 ปี และเหล่านักเตะที่เป็นนักเตะฝึกหัดของสโมสรจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด